โลกใบเดิมที่เราเคยรู้จักในยุคที่ไร้พรมแดนกำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อกระแส "โลกาภิวัตน์" หรือ Globalization ที่เคยเชื่อมโยงการค้าโลกให้ไหลลื่นเป็นเนื้อเดียวกันกำลังอ่อนแรงลง และถูกแทนที่ด้วยรอยร้าวจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
เพื่อทำความเข้าใจและเตรียมพร้อมรับมือกับคลื่นความเปลี่ยนแปลงนี้ “ดร.กิริฎา เภาพิจิตร” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ได้ถอดรหัสการค้าโลกในปัจจุบันไว้ 4 มุมมองสำคัญเพื่อเป็นแต้มต่อให้กับธุรกิจไทยและเศรษฐกิจไทย ในโครงการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 “โอกาส-ทางรอด ยุคเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก หัวข้อ “นโยบายการเงิน รับมือวิฤติสงคราม และการเงินโลก” ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมกับ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
เมื่อ ‘โลกาภิวัตน์’ เหลือเพียงชื่อ
ดร.กิริฎา ชี้ให้เห็นว่า ภาพจำของการค้าโลกที่ราบรื่นไร้รอยต่อแบบในอดีตนั้นไม่มีอีกแล้ว ต่อจากนี้ความขัดแย้งและความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน โดยเฉพาะระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน จะส่งผลให้โลกเปลี่ยนไปตลอดกาล และสถานการณ์นี้จะอยู่กับเราไปอีกอย่างน้อย 20-30 ปี
โลกในปัจจุบันจึงเป็นโลกที่เต็มไปด้วยมาตรการกีดกันทางการค้า การย้ายฐานการผลิต และการปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานหรือ Supply Chain ครั้งใหญ่
1. การค้าโลก ‘แบ่งขั้ว’
โลกกำลังถูกแบ่งออกเป็นขั้วอย่างชัดเจน ทั้งในด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และแม้อุตสาหกรรมการเงิน ในตอนนี้เห็นภาพการแบ่งกลุ่มออกเป็น 4 ขั้วการค้า
กลุ่มแรกคือ “สหรัฐอเมริกา” เราจะเห็นภาพได้ชัดจากการเน้นการลงทุนภายในประเทศและพึ่งพาตัวเองมากขึ้น
ตามมาคือ “จีน” หนึ่งในประเทศที่พยายามเร่งสร้างเครือข่ายการค้ากับประเทศพันธมิตร เช่น รัสเซีย อิหร่าน ซีเรีย และบางประเทศในแอฟริกาหรืออาเซียน
ถัดมาคือ “กลุ่มยุโรป” และพันธมิตรเก่าของสหรัฐ เช่น แคนาดา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ที่หันมาจับกลุ่มค้าขายกันเองมากขึ้น หลังจากเผชิญกำแพงภาษีจากสหรัฐและมีความระแวดระวังจีน
สุดท้ายคือกลุ่มที่มีความ “เป็นกลาง” ประเทศที่ไม่เลือกข้างอย่างชัดเจน เช่น ไทย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และอินเดีย ที่พร้อมเปิดรับการค้าและการลงทุนจากทุกฝ่าย เช่นอินเดียที่ซื้อน้ำมันจากรัสเซีย และในขณะเดียวกันก็เป็นฐานผลิตไอโฟนให้กับแอปเปิล บริษัทยักษ์ใหญ่จากสหรัฐ
การแบ่งขั้วนี้ลามไปถึง "เทคโนโลยี" และ "การเงิน" เช่น หากโลกก้าวเข้าสู่ยุค 6G ในอนาคต ระบบของค่ายอเมริกาและจีนอาจไม่สามารถทำงานร่วมกันได้เลย ทำให้ผู้ประกอบการอาจต้องแบกรับต้นทุนในการใช้ 2 ระบบคู่ขนานกัน
2. ประเทศเล็กกำลัง “รวมกลุ่มใหม่”
เมื่อมิตรแท้หายากขึ้น และกำแพงภาษีสูงขึ้น ทุกประเทศในโลกจึงพยายาม "หาเพื่อนใหม่" และจับกลุ่มกันเพื่อลดความเสี่ยง แม้แต่ประเทศมหาอำนาจ หรือสหภาพยุโรปก็มีท่าทีที่เปิดรับมากขึ้น
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการเกิดขึ้นของกรอบความร่วมมือใหม่ๆ อย่าง FIT-P (Future Investment and Trade Partnership) ที่มีนิวซีแลนด์และสิงคโปร์ เป็นตัวตั้งตัวตี สะท้อนถึงการดึงกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็กแต่เปิดกว้างมารวมตัวกันเพื่อให้การค้าและการลงทุนสะดวกขึ้น ซึ่งไทยก็เตรียมเข้าร่วมเป็นสมาชิกด้วย
สำหรับไทยเองเราก็เร่งเดินหน้าเจรจาเขตการค้าเสรี หรือที่เรียกว่า ทำ FTA กับพันธมิตรใหม่ๆ และรื้อฟื้นการเจรจากับ EU หรือ Thai-EU FTA ที่หยุดชะงักไปถึง 8 ปีกลับมาเดินหน้าต่อ รวมถึงรุกทำตลาดใหม่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง แอฟริกา และละตินอเมริกกาเพื่อหาตลาดใหม่ๆ
3. ความปลอดภัยทาง ‘เศรษฐกิจ’
หมดยุคของการบริหารธุรกิจแบบ "Just in time" สั่งของมาถึงพอดีเป๊ะเพื่อลดต้นทุน แต่โลกยุคนี้ต้องบริหารแบบ "Just in case" คือการเผื่อเหลือเผื่อขาดเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน
ดร.กิริฎามองเห็น 3 ความมั่นคงและปลอดภัยทางเศรษฐกิจกลายเป็นหัวใจสำคัญของการค้าในอนาคต
จากสถานการณ์วิกฤติช่องแคบฮอร์มุซครั้งล่าสุดทำให้เราเห็นชัดเจนว่า ”ความมั่นคงทางพลังงาน“ (Energy Security) ในมุมของการจัดหาและสำรองพลังงานเพื่อไม่ให้ขาดแคลนในยามวิกฤติเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งไทยเองก็เป็นหนึ่งในประเทศไทยอาเซียนที่สามารถบริหารจัดการให้สถานการณืนี้ผ่านไปได้
”ความมั่นคงด้านแร่ธาตุสำคัญ“ หรือ Critical Mineral Security แร่ธาตุหายากที่จำเป็นต่อยุค AI และเซมิคอนดักเตอร์ กำลังกลายเป็นที่ต้องการอย่างสูงในอนาคต
หนึ่งในความปลอดภัยที่ไทยสามารถคว้าโอกาสได้มากที่สุด คือ ”ความมั่นคงทางอาหาร“ ท่ามกลางภาวะโลกเดือดและวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์ทำให้หลายประเทศเร่งกักตุนอาหาร
ในสมการนี้ไทยสามารถยกระดับเป็น "Food Security Hub" ของโลก โดยเปลี่ยนจากการขายสินค้าเกษตรแบบลอตๆ ตามราคาตลาดโลก มาเป็นการทำสัญญาระยะยาวกับประเทศที่ขาดแคลนอาหาร เพื่อการันตีการส่งมอบในราคาที่ตกลงกันไว้ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรไทยมีรายได้ที่มั่นคงและคาดเดาได้
4. ความเชื่อมั่นในการทำการค้า
ในยุคนี้ ความไว้เนื้อเชื่อใจสำคัญพอๆ กับตัวเงิน ดร.กิริฎา เน้นย้ำว่า ”Trust is the new currency ฃหรือ "ความไว้ใจคือสกุลเงินใหม่"
“การค้าโลกในตอนนี้ต่อให้สินค้ามีราคาถูกกว่า แต่ถ้าไม่ไว้ใจกัน เขาก็ไม่ซื้อ แต่ถ้าเราเป็นมิตร ส่งของตรงเวลา และได้คุณภาพ แม้ราคาจะสูงกว่าเล็กน้อย ลูกค้าก็ยินดีจ่าย”
แม้ "ความเสี่ยง" จากการค้าโลกที่แบ่งแยกและกีดกันจะสูงขึ้น แต่ในวิกฤติย่อมมี "โอกาส" ซ่อนอยู่เสมอ การที่ประเทศไทยวางจุดยืน “เป็นกลาง” ที่มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม พลังงานมั่นคง และเป็นมิตรกับทุกฝ่าย ทำให้เรากลายเป็น "หลุมหลบภัย" และเป้าหมายการลงทุนใหม่ของบริษัทชั้นนำทั่วโลก
หากเราเดินเกมรุก หาเพื่อนใหม่ สร้างความเชื่อมั่น และยกระดับตัวเองสู่การเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารและซัพพลายเชนใหม่ ประเทศไทยก็จะสามารถเติบโตและผ่านพ้นยุคที่ "โลกาภิวัตน์อ่อนแรง" ได้


