วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม 2569

Login
Login

EEC ยันต้องเร่งเคาะแนวทาง 'ไฮสปีด' หลังประเทศเสียโอกาสมานาน 8 ปี

สกพอ.ยันต้องเร่งเคาะแนวทาง “ไฮสปีด 3 สนามบิน” หลังประเทศเสียโอกาสมานาน 8 ปี หวั่นกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน ขณะที่ค่าเสียหาย - เสียโอกาส แจงเป็นอำนาจ รฟท.ต้องหารือกับเอกชนคู่สัญญา

นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) เชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) โดยระบุว่า จากกรณีที่บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด (กลุ่มซีพี) แจ้งใช้สิทธิตามสัญญา ขั้นตอนหลังจากนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และเอกชนในฐานะคู่สัญญาจะต้องดำเนินการตามเงื่อนไขของสัญญา ทั้งในส่วนของสิทธิ หน้าที่ และประเด็นทรัพย์สินหรือค่าเสียหายที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่ทาง สกพอ. จะต้องนำเรื่องเสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อรับทราบการสิ้นสุดสัญญา และพิจารณาแนวทางดำเนินโครงการในระยะต่อไปว่าจะดำเนินการในรูปแบบใด โดยปัจจุบันไม่ยังไม่มีกรอบกำหนดนัดประชุม กพอ.

“เรื่องของสัญญาเป็นเรื่องระหว่างการรถไฟฯ กับเอกชน เมื่อสัญญาสิ้นสุดแล้ว ทั้งสองฝ่ายก็ต้องไปดำเนินการตามเงื่อนไขของสัญญา ส่วนภาครัฐต้องมาดูว่าโครงการจะเดินหน้าต่ออย่างไร เพราะระบบรางที่เชื่อมสนามบินอู่ตะเภายังจำเป็นต้องมี แต่จะเป็นรูปแบบใด ต้องมาพิจารณากันอีกครั้ง”

ส่วนประเด็นการชดเชยหรือค่าเสียหายต่างๆ รวมถึงค่าเสียเวลา เสียโอกาสการใช้ไฮสปีดนั้น เป็นเรื่องที่ รฟท.และเอกชนคู่สัญญาจะต้องเจรจากันเอง ซึ่ง สกพอ.ไม่ได้เป็นคู่สัญญา ดังนั้นจึงไม่สามารถเข้าไปก้าวล่วงรายละเอียดได้ ค่าเสียหาย ค่าลงทุนที่ทำได้ลงทุนไปก่อนหน้านี้ ก็ต้องไปตกลงกัน

ส่วนที่บริษัทเอกชนชี้แจงว่า ไม่ได้ถอนการลงทุน แต่เป็นการใช้สิทธิตามสัญญานั้น มันคือการเลือกใช้ถ้อยคำเป็นสิทธิของเอกชน แต่ในข้อเท็จจริง หากสัญญาสิ้นสุดลง ก็ถือว่าสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาสิ้นสุดลงตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ รวมถึงสิทธิการบริหารรถไฟแอร์พอร์ตลิงก์ก็ต้องจบลงด้วย โดยรายละเอียดหลังจากนี้คงต้องพิจารณาจากข้อกำหนดในสัญญา

นายจุฬา กล่าวด้วยว่า แนวทางดำเนินโครงการหลังจากนี้ จะต้องหารือร่วมกับการรถไฟฯ เพื่อกำหนดรูปแบบที่เหมาะสมที่สุดว่า จะใช้แนวทางเดิมแล้วปรับรูปแบบใหม่ หรือดำเนินการในลักษณะใด ซึ่งเป้าหมายสำคัญที่สุด คือ การเชื่อมต่อระบบคมนาคมไปยังสนามบินอู่ตะเภาให้เกิดขึ้นโดยเร็ว และสิ่งสำคัญ คือจะทำอย่างไรไม่ให้ประเทศเสียเวลาไปมากกว่านี้ เนื่องจากที่ผ่านมาเสียเวลากับโครงการนี้มานานแล้วถึง 8 ปี

อีกทั้งยังมีข้อกังวลเรื่องผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยสิ่งที่ภาครัฐควรทำในเวลานี้ คือเร่งกำหนดแนวทางใหม่ให้เกิดความชัดเจน มากกว่ากลับไปถกเถียงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ขณะที่รูปแบบโครงการในอนาคต ยังไม่จำเป็นต้องสรุปว่า จะต้องเป็นรถไฟความเร็วสูงเหมือนเดิมหรือไม่ ทุกทางเลือกยังเปิดกว้าง หากรัฐบาลเห็นว่ายังควรเดินหน้าในรูปแบบเดิมก็สามารถทำได้ แต่จะต้องใช้เวลาในการออกแบบและจัดทำกระบวนการใหม่ทั้งหมด