วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม 2569

Login
Login

เปิดค่าชดเชยเสียหาย รัฐ - เอกชน ปมล้มสัญญา 'ไฮสปีด 3 สนามบิน'

โครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) เชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) เดินทางมารวมเป็นระยะเวลากว่า 8 ปี นับตั้งแต่เริ่มออกประกาศเชิญชวนเมื่อวันที่ 30 พ.ค.2561 โดยโครงการนี้สถานะปัจจุบันยังไม่สามารถเริ่มงานก่อสร้างได้ เนื่องจากยังติดปัญหาเจรจาแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน เหตุจากผลกระทบการแพร่ระบาดของโรคโควิดที่ทำให้เอกชนคู่สัญญายื่นขอรับการเยียวยาจากภาครัฐ

ท้ายที่สุดในขณะนี้ใกล้ถึงบทสรุปของโครงการ “สิ้นสุดสัญญาร่วมทุน” ผลจากการหารือร่วม 3 ฝ่าย ประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด (กลุ่มซีพี) เอกชนคู่สัญญา โดยยืนยันมี 2 แนวทางแก้ปัญหาสัญญาโครงการนี้เพื่อเตรียมนำเสนอคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ประกอบด้วย

1.แนวทางแก้ไขสัญญาตามมติ กพอ.เดิม ซึ่งหาก กพอ.เห็นชอบตามแนวทางนี้จะเดินหน้าโครงการตามเงื่อนไขที่หารือ และเป็นไปตามร่างแก้ไขสัญญาแก้ไขที่สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจสอบ โดยจะเสนอ ครม.ขออนุมัติแก้ไขหลักการ และลงนามแก้ไขสัญญาร่วมทุน

2.แนวทางสิ้นสุดสัญญา โดยกรณีนี้เกิดขึ้นหาก กพอ.พิจารณาว่าแก้ไขสัญญาไม่ได้จะนำไปสู่กระบวนการพิจารณาเหตุสิ้นสุดสัญญา ซึ่ง รฟท.และเอกชนคู่สัญญาต้องกลับมาพิจารณาข้อกฎหมาย

ขณะเดียวกัน ล่าสุดบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ได้ยื่นหนังสือขอใช้สิทธิตามสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ภายหลังการลงนามสัญญาร่วมลงทุน ทั้งสองฝ่ายได้พบข้อเท็จจริงและข้อจำกัดบางประการที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการ

โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับลำรางสาธารณะในบริเวณพื้นที่มักกะสัน ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและการใช้ประโยชน์พื้นที่ของโครงการ ขณะเดียวกัน สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน รวมถึงเงื่อนไขอื่นๆ ของโครงการ ได้ปรับเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้การพิจารณาแนวทางแก้ไขสัญญาต้องดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการ รฟท. เผยว่า บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ทำหนังสือถึง รฟท.แจ้งขอใช้สิทธิตามสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน เลิกสัญญาตามเงื่อนไขข้อ 6.2 ที่ระบุในสัญญาร่วมลงทุนด้วยเหตุไม่สามารถออก NTP จากกรณีขอรับบัตรส่งเสริมการลงทุน (BOI) ไม่ได้

สำหรับกระบวนการหลังจากนี้ รฟท.เตรียมรายงานคณะกรรมการบริหารสัญญาร่วมลงทุนวันที่ 15 ก.ค.2569 หลังจากนั้นเสนอคณะกรรมการกำกับโครงการภายในเดือน ก.ค.2569 ก่อนเสนอ กพอ.พิจารณาภายในเดือน ส.ค.2569

ทั้งนี้ เงื่อนไขการบอกเลิกสัญญา แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ตามที่ระบุในสัญญา ดังนี้

1. สิ้นสุดตามอายุสัญญาสัมปทาน เมื่อครบกำหนดระยะเวลา 50 ปี

2. การเลิกสัญญา หากการออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (Notice to Proceed - NTP) ไม่สำเร็จ

โดยตามเงื่อนไขกำหนดไว้ในข้อ 6.2 ซึ่งส่วนหนึ่งระบุว่าเลิกสัญญา อันเนื่องจากเหตุของการขอรับบัตรส่งเสริมการลงทุน BOI ไม่สำเร็จครบถ้วน ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบอกเลิกสัญญาได้

3. สิ้นสุดสัญญาตามเงื่อนไขของการบอกเลิกสัญญา

  • รฟท. เป็นฝ่ายผิดสัญญา
  • เอกชนเป็นฝ่ายผิดสัญญา
  • เกิดจากเหตุสุดวิสัย หรือเหตุผ่อนผัน
  • เลิกด้วยเหตุการณ์ใช้อำนาจรัฐบาลเพื่อประโยชน์สาธารณะ

อย่างไรก็ดี หากการพิจารณาของ กพอ. ไม่สามารถเดินหน้าแนวทางแก้ไขสัญญาตามมติ กพอ.เดิม ก็จะต้องใช้แนวทางสิ้นสุดสัญญา กระบวนการหลังจากนั้นจึงจะเข้าสู่ขั้นตอนการเจรจาสิ้นสุดสัญญาร่วมทุน รวมไปถึงการเจรจาถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการลงทุนจริง เบื้องต้น รฟท. กำลังตรวจสอบตัวเลขที่ชัดเจนร่วมกับฝ่ายการเงิน โดยพบว่ามีตัวเลขค่าใช้จ่าย และรายได้ที่ต้องนำมาหักลบกัน รวมถึงดอกเบี้ย ดังนั้นขณะนี้ต้องรอการสรุปตัวเลขที่แน่นอนอีกครั้ง

โดยเบื้องต้นประเมินความเสียหายจากการลงทุนรัฐ – เอกชน มีรายละเอียดแบ่งเป็น

ภาครัฐ (รฟท.) ลงทุนแล้วกว่า 9.8 พันล้านบาท ประกอบด้วย

  • จ่ายค่าเวนคืนที่ดิน 5,740 ล้านบาท
  • รื้อย้ายสาธารณูปโภค 4,103 ล้านบาท

ภาคเอกชน (กลุ่มซีพี) ลงทุนแล้วกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท อาทิ

  • ปรับปรุงบริการรถไฟแอร์พอร์ตเรลลิงก์
  • เตรียมพื้นที่รองรับการก่อสร้างงานโยธา