วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ไทยขึ้นแท่น ห่วงโซ่ AI โลก ‘ผู้ชนะรอบแรก’ หรือแค่ ‘ทางผ่าน’ ?

ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เผชิญแรงกดดันจากสงครามในตะวันออกกลางและราคาพลังงานที่พุ่งสูง ประเทศไทยกลับกลายเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงในเวทีโลกอย่างไม่คาดคิด เมื่อทั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ไทยได้ก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) โลกแล้ว แต่คำถามสำคัญที่นักวิชาการไทยตั้งไว้คือ อานิสงส์ครั้งนี้จะเป็น "โอกาสทอง" ที่ยกระดับประเทศ หรือเป็นเพียง "ทางผ่าน" ของทุนข้ามชาติ

IMF ยกไทย 1 ใน 4 ผู้นำส่งออกฮาร์ดแวร์ AI พร้อมปรับเพิ่ม GDP เป็น 1.9%

รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook Update) ฉบับเดือนก.ค. 2026 ของ IMF ระบุว่า ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งใน 4 ประเทศผู้ส่งออกสุทธิหลักของฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ของโลก ร่วมกับไต้หวัน เกาหลีใต้ และมาเลเซีย

ไทยขึ้นแท่น ห่วงโซ่ AI โลก ‘ผู้ชนะรอบแรก’ หรือแค่ ‘ทางผ่าน’ ?

รายงานชี้ว่า ทั้ง 4 ประเทศนี้สร้างเซอร์ไฟรซ์ทางเศรษฐกิจอย่างมาก โดยไตรมาสแรกของปี 2026 มีอัตราการเติบโตสูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้เฉลี่ยถึง 4.4% จากแรงขับเคลื่อนของสินค้ากลุ่มอุปกรณ์ประมวลผลข้อมูล หน่วยจัดเก็บข้อมูล ชิ้นส่วนประกอบ และเซมิคอนดักเตอร์

ผลจากการที่ไทยเข้าไปอยู่ในตำแหน่งสำคัญของห่วงโซ่คุณค่าเทคโนโลยีระดับโลกทำให้ IMF ปรับเพิ่มประมาณการ GDP ไทยปี 2026 ขึ้นอีก 0.4% เป็น 1.9% ด้วยปัจจัยสนับสนุน 3 ประการ ได้แก่ การส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่ขยายตัวแข็งแกร่ง การลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่เพิ่มสูงขึ้น และมาตรการทางการคลังฉุกเฉินของภาครัฐที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ

ทั้งนี้ แม้ราคาพลังงานในเอเชียเกิดใหม่จะพุ่งขึ้นถึง 30% นับตั้งแต่เกิดสงคราม แต่กองทุนฯ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังยืดหยุ่นเหนือกว่ากลุ่มประเทศผู้นำเข้าพลังงานอื่นที่ไม่ได้อยู่ในห่วงโซ่เทคโนโลยี และคาดว่าแรงส่งจากการนำ AI มาใช้งานและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจะหนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มเป็น 2.2% ในปี 2027 พร้อมทิ้งท้ายคำแนะนำให้เร่งสร้างพื้นที่ว่างทางการคลัง และบริหารรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างระมัดระวัง เพื่อรับมือความผันผวนของตลาดโลกในอนาคต

บลูมเบิร์ก ชี้ หุ้นไทยแชมป์อาเซียน "เดลต้า" นำตลาด

มุมมองของ IMF สอดรับกับรายงาน “Thailand Emerges as Southeast Asia’s Surprise AI Stock Winner” ของบลูมเบิร์ก ที่ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยทำผลงานดีที่สุดในบรรดาตลาดเพื่อนบ้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปีนี้ โดยดัชนีปรับขึ้นมากกว่า 20% นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 25 มิ.ย. แซงหน้าสิงคโปร์และเวียดนาม สวนทางกับตลาดอินโดนีเซียที่ปรับลดลง เนื่องจากนักลงทุนมองเห็นโอกาสของเศรษฐกิจไทยในการแข่งขันเอไอโลก

ไทยขึ้นแท่น ห่วงโซ่ AI โลก ‘ผู้ชนะรอบแรก’ หรือแค่ ‘ทางผ่าน’ ?

แรงขับเคลื่อนหลักมาจาก บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) ที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้นกว่า 80% ในปีนี้ จนกลายเป็นบริษัทไทยรายแรกที่มีมูลค่าตลาดทะลุ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ใหญ่กว่าหุ้นไทยอันดับ 2-5 รวมกัน และเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 2 ของอาเซียนในดัชนี MSCI Asean รองจาก DBS Group ของสิงคโปร์เท่านั้น ปัจจุบันเดลต้ามีน้ำหนักถึง 1 ใน 5 ของดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากเดือนมิ.ย. 2025

นักกลยุทธ์ของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจของบลูมเบิร์กวิเคราะห์ว่า แม้ไทยไม่ใช่ตลาด AI โดยตรง แต่ความเชื่อมโยงกับดาต้าเซ็นเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ ระบบไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เปิดมุมมองใหม่ให้นักลงทุนต่อหุ้นไทย นอกเหนือจากวัฏจักรดั้งเดิมอย่างท่องเที่ยว ธนาคาร และการบริโภคในประเทศ

ขณะที่นักวิเคราะห์จากโกลเบล็ก เซคิวริตี้ ชี้ว่าเดลต้าขยายกำลังการผลิตได้ทันจังหวะความต้องการดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกที่พุ่งสูง โดยผลกำไรชนะคาดการณ์ทุกไตรมาสตลอด 2 ปีที่ผ่านมา แม้เผชิญแรงกดดันจากภาษีสหรัฐและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ดี บลูมเบิร์ก ตั้งข้อสังเกตว่า ไทยยังห่างไกลจากการเป็นตลาดเทคโนโลยีเต็มตัวเมื่อเทียบกับเกาหลีใต้และไต้หวัน ที่ SK Hynix กับ Samsung มีน้ำหนักรวมกันเกินครึ่งของดัชนี Kospi และ TSMC เพียงบริษัทเดียวมีน้ำหนักกว่า 40% ของดัชนี Taiex ขณะที่เดลต้าเป็นบริษัทเทคโนโลยีแท้เพียงรายเดียวในกลุ่มหุ้นใหญ่สุดของไทย ที่เหลือยังเป็น AIS, ปตท., กัลฟ์ และ ทอท. ส่วนผู้ผลิตอิเล็กทรอนิกส์รายอื่นแม้ราคาหุ้นจะปรับขึ้นเช่นกัน แต่ขนาดยังเล็กมากเมื่อเทียบกับเดลต้า มีเพียง Cal-Comp, KCE และบางช่วง Hana เท่านั้นที่มีมูลค่าตลาดเกิน 1 พันล้านดอลลาร์

ไทยชนะแค่ “รอบก่อสร้าง" โครงสร้างพื้นฐานเอไอ

แม้ภาพจากต่างประเทศจะสดใส แต่ ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้สัมภาษณ์กับ รายการ Deeptalk ของกรุงเทพธุรกิจ ชวนให้มองลึกลงไปในโครงสร้างของเม็ดเงิน AI ที่คาดว่าจะสร้างมูลค่ามหาศาลถึง 8-16 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 ส่วนหลัก คือ

หนึ่ง ภาคการผลิตและวัตถุดิบตั้งแต่เซมิคอนดักเตอร์ เมมโมรี่ชิป เซิร์ฟเวอร์ ไปจนถึงทองแดงและแร่หายาก สอง ภาคการก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐาน (Construction/CAPEX) คือการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบทำความเย็น และโรงไฟฟ้า และสาม ภาคการดำเนินงาน (Operation/OPEX) ที่เกิดขึ้นหลังการก่อสร้างเสร็จสิ้น

ขณะที่การสร้างมูลค่าระยะยาวแบ่งเป็น 3 ทิศทาง ได้แก่ การจ้างงานบุคลากร AI การประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจ (Business Application) และธุรกิจแห่งอนาคต (Future Business) เช่น AI ทางการแพทย์และรถยนต์ไร้คนขับ

ดร.นณริฏ ประเมินว่า ปัจจุบันไทยเป็นผู้ชนะเพียงใน "ช่วงเริ่มต้น" หรือระยะการก่อสร้าง (CAPEX) สะท้อนจากยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ที่พุ่งสูง และธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อย่างเดลต้าที่ได้อานิสงส์จากการอยู่ในห่วงโซ่อุปทายระบบไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์

แต่สถานะของไทยยังจัดอยู่ในกลุ่ม "Low Value" คือผู้ผลิตอุปกรณ์พื้นฐานอย่างสายไฟหรือระบบไฟที่แม้ความต้องการสูงแต่มูลค่าเพิ่มต่ำ อีกทั้งบริษัทที่โดดเด่นในตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ส่วนใหญ่เป็นบริษัทต่างชาติที่ย้ายฐานมากระจายความเสี่ยงจากสงครามการค้า มากกว่าจะเป็นบริษัทเทคโนโลยีของไทยเอง

ไทยขึ้นแท่น ห่วงโซ่ AI โลก ‘ผู้ชนะรอบแรก’ หรือแค่ ‘ทางผ่าน’ ?

3 จุดตายที่อาจทำให้อานิสงส์กลายเป็น "ต้นทุนจม"

นักวิชาการจาก TDRI ยังชี้ข้อกังวลสำคัญ 3 ประการที่อาจทำให้ไทยเสียโอกาส ได้แก่

  • ประการแรก การจ้างงานที่ต่ำในระยะยาว เพราะหลังจบช่วงก่อสร้าง ดาต้าเซ็นเตอร์จะจ้างงานจริงค่อนข้างน้อยและพึ่งพาซอฟต์แวร์กับเทคนิคจากต่างชาติเป็นหลัก
  • ประการที่สอง วิกฤตทรัพยากร เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์ใช้น้ำและไฟฟ้ามหาศาล ซึ่งในบางประเทศเริ่มมีการต่อต้านจากชุมชนจนโครงการชะลอตัว ประการที่สาม ความเสี่ยงต่อดุลการค้า เพราะการนำเข้าอุปกรณ์ไฮเทคที่สูงขึ้นอาจซ้ำเติมการขาดดุล และหากไม่สามารถแปลงเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้จริง ก็จะกลายเป็นเพียง "ต้นทุนที่จมหายไป" (Sunk Cost)
  • ประการสุดท้าย นโยบายรัฐที่ยังไม่ตอบโจทย์ ที่เห็นได้ชัดคือการพยายามทำนโยบาย "AI Passport" ถูกมองว่าอาจยังไม่เพียงพอ และรัฐยังขาดการส่งเสริมให้ภาคธุรกิจใช้ AI ในระดับที่สร้างประสิทธิภาพการผลิตได้จริง