ตอกย้ำเตือนสติสายแซ่บให้หันกลับมาดูแลสุขภาพอวัยวะภายในอย่างจริงจัง เมื่อ นพ.ตวงสิทธิ์ สุนทรพินิจ ศัลยแพทย์เฉพาะทางตับ ตับอ่อน และทางเดินน้ำดี โรงพยาบาลวัฒนา จังหวัดอุดรธานี ได้ร่วมเปิดมุมมองถึงภัยเงียบสะสมนับสิบปีจากเมนูยอดฮิตอย่างลาบ ก้อย หรือกุ้งเต้น ซึ่งเป็นตัวการสำคัญของโรคพยาธิใบไม้ในตับและมะเร็งท่อน้ำดี โดยคุณหมอเน้นย้ำว่าโรคนี้มักไม่มีอาการเตือนในระยะแรกและจะแสดงอาการรุนแรงเมื่อเข้าสู่วัยห้าสิบถึงหกสิบปี Parental ปรับพฤติกรรมกินสุกร้อยเปอร์เซ็นต์ร่วมกับการตรวจคัดกรองตั้งแต่อายุสี่สิบปีขึ้นไปเพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิตและหยุดวงจรเพชฌฆาตเงียบอย่างยั่งยืน
ท่ามกลางกระแสความนิยมในอาหารพื้นถิ่นของชาวอีสาน ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความจัดจ้านและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ แต่ภายใต้ “ความแซ่บ” ของเมนูโปรดอย่างลาบ ก้อย หรือกุ้งเต้นนั้น หลายคนอาจมองข้าม “ภัยเงียบ” ที่ซ่อนตัวอยู่อย่างแนบเนียน
นพ.ตวงสิทธิ์ กล่าวว่า ทำไมภาคอีสานถึงถูกเรียกว่าเป็น “Capital of Cholangiocarcinoma” หรือเมืองหลวงของมะเร็งท่อน้ำดีของโลก
“ในฐานะแพทย์ที่ต้องผ่าตัดมะเร็งตับและท่อน้ำดีอยู่เป็นประจำ สิ่งที่ผมพบเสมอคือความน่าเสียดาย ผู้ป่วยส่วนใหญ่มาพบแพทย์ในวันที่โรคเดินทางไปถึงระยะสุดท้ายแล้ว เพราะความประมาทที่เราสะสมพฤติกรรมบางอย่างมานานนับสิบปี โดยเฉพาะเรื่องพยาธิใบไม้ในตับที่เราคุ้นเคยกันดี แต่มักละเลยการป้องกัน”
คุณหมอตวงสิทธิ์ ไม่ได้เพียงแค่ต้องการรักษาโรค แต่ ต้องการเป็น “กระบอกเสียง” เพื่อเตือนสติทุกคนให้หันกลับมามองพฤติกรรมการกิน การดื่ม และการใช้ชีวิต ก่อนที่จะปล่อยให้ตับ—อวัยวะสำคัญที่ไม่มีวันบ่น—ต้องแบกรับความเสียหายจนถึงวันที่ไม่สามารถแก้ไขได้ เราจึงสรุปเนื้อหาสำคัญจากการสัมภาษณ์คุณหมอ เพื่อเป็นคู่มือสุขภาพที่จะช่วยให้คุณผู้อ่านเข้าใจว่า พยาธิใบไม้ในตับและพฤติกรรมทำร้ายตับที่เราทำซ้ำๆ กันมานานนับ 10 ปี แท้จริงแล้วมันส่งผลกระทบต่อร่างกายเราอย่างไร และเราจะหยุดวงจรนี้ได้อย่างไร ก่อนจะสายเกินไป...
- กินวันนี้ ป่วยวันหน้า พยาธิตัวแสบฝังตัวข้ามทศวรรษ โผล่อีกทีระยะสุดท้ายวัยเลข 5
พยาธิใบไม้ในตับเปรียบเสมือนภัยเงียบที่ค่อยๆ บ่อนทำลายสุขภาพตับของเราโดยที่ไม่มีอาการเตือนในระยะแรก เนื่องจากพยาธิไม่ได้ก่อให้เกิดอาการเฉียบพลันทันทีที่เข้าสู่ร่างกาย แต่กระบวนการทำลายล้างนั้นเกิดขึ้นจากการที่พยาธิเข้าไปฝังตัวและชอนไชอยู่ภายในท่อน้ำดี ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังซ้ำแล้วซ้ำเล่า การอักเสบที่สะสมมานานหลายปีนี้เอง คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงระดับเซลล์ที่นำไปสู่การเกิดมะเร็งท่อน้ำดีในที่สุด
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อ และจะเริ่มปรากฏอาการเมื่ออายุเข้าสู่วัย 50-60 ปี ซึ่งมักจะเป็นระยะที่โรคพัฒนาไปไกลแล้ว อาการที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่:
ภาวะดีซ่าน: ผิวหนังและดวงตาเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเนื่องจากสารสีเหลืองคั่งในร่างกาย ส่งผลให้มีอาการคันตามผิวหนังอย่างรุนแรง
ปัญหาระบบทางเดินอาหาร: เบื่ออาหารอย่างรุนแรง น้ำหนักลดฮวบโดยไม่มีสาเหตุ ร่างกายอ่อนเพลีย
ความเสี่ยงสูงสุด: หากอาการเหล่านี้ดำเนินไปจนเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด จะถือเป็นภาวะวิกฤตที่นำไปสู่การเสียชีวิตได้
- พังตับไม่รู้ตัว สะสมความชั่วร้ายนานนับ 10 ปี
นอกจากพยาธิใบไม้ในตับแล้ว ระบบตับและทางเดินน้ำดียังต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงจากวิถีชีวิตสมัยใหม่ที่ทำร้ายตับอย่างต่อเนื่อง ได้แก่: ภาวะไขมันพอกตับ (Fatty Liver): หลายคนเข้าใจว่าความอ้วนเป็นเรื่องภายนอก แต่ในความเป็นจริง หากเรารับประทานอาหารที่ให้พลังงานเกินกว่าที่ร่างกายเผาผลาญได้ (เช่น ทาน 3,000 แคลอรี่ แต่เบิร์นออกได้เพียง 2,000) พลังงานส่วนเกิน 1,000 แคลอรี่นั้นจะไปพอกตัวที่ตับ ทำให้ตับเกิดภาวะอักเสบเรื้อรัง จนนำไปสู่ตับแข็งและมะเร็งตับในที่สุด
การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากและต่อเนื่อง: ไม่ว่าจะเป็นการสังสรรค์หรือความคุ้นชินจากการดื่มทุกวัน พฤติกรรมนี้เป็นปัจจัยเร่งสำคัญที่ทำลายเซลล์ตับ
ไวรัส B และ C: เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำลายเนื้อตับ นำไปสู่ภาวะตับแข็งและมะเร็งตับได้เช่นกัน
การไม่ออกกำลังกาย: การไม่ขยับร่างกายทำให้ร่างกายไม่สามารถจัดการกับไขมันส่วนเกินที่เข้าสู่ระบบได้ดีพอ
- เช็กก่อนสาย พลิกเกมสู้มะเร็งตับ: ตรวจเจอเร็ว โอกาสรอดพุ่งสูง 60%
หลายคนเข้าใจว่าเมื่อเป็นมะเร็งตับหรือท่อน้ำดีแล้วจะไม่มีทางรักษา แต่ในความเป็นจริง “ระยะของโรค” คือปัจจัยที่สำคัญที่สุด หากเราตรวจพบมะเร็งในระยะเริ่มต้น (ระยะที่ 1-3) แพทย์สามารถทำการรักษาด้วยการผ่าตัด ซึ่งในปัจจุบันมีเทคนิคที่ทันสมัยทั้งการผ่าตัดแบบเปิดและการผ่าตัดผ่านกล้อง ซึ่งผลการรักษาในกลุ่มที่ผ่าตัดได้มีโอกาสรอดชีวิตสูงถึง 60% ในช่วง 5 ปีหลังจากผ่าตัด และสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เกือบปกติ
อย่างไรก็ตาม สำหรับมะเร็งระยะสุดท้าย การรักษาจะเน้นไปที่การประคับประคอง เช่น การระบายน้ำดีที่อุดตันและการให้ยาเคมีบำบัดเพื่อชะลอการลุกลามของโรค
- “คัมภีร์กู้ชีพตับ! 4 กฎเหล็กจากหมอเฉพาะทาง เซฟตับให้พ้นขีดอันตราย”
ปรับพฤติกรรมการกิน: รับประทานอาหารที่ปรุงสุก 100% โดยเฉพาะเมนูจากปลาน้ำจืดและปลาร้า แม้รสชาติจะเปลี่ยนไปแต่ปลอดภัยต่อชีวิตแน่นอน
ดูแลสมดุลพลังงาน: ออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อเผาผลาญไขมันส่วนเกิน ป้องกันภาวะไขมันพอกตับ
- ดื่มอย่างเหมาะสม: หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากและต่อเนื่อง
ตรวจคัดกรองเป็นประจำ: สำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงสูง ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งตับและท่อน้ำดีเป็นประจำ อย่ารอให้มีอาการป่วยรุนแรงแล้วค่อยมาพบแพทย์ เพราะการป้องกันและการคัดกรอง คือวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาชีวิต
เพราะสุขภาพตับ…ไม่มีสัญญาณเตือนในวันแรก แต่เมื่อมีอาการ หลายครั้งโรคอาจเดินทางมาไกลกว่าที่คิด ดังนั้นอย่ารอให้ร่างกายส่งสัญญาณ การตรวจคัดกรองตั้งแต่วันนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการป้องกันโรคร้ายและช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถนัดหมายตรวจคัดกรอง วัฒนาเฮลธ์แล็บ สาขาอุดรธานี โทร. 092-246-7557


