กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เดินหน้าขันน็อตระบบฐานข้อมูลเร่งรับมือความผันผวนของภาคการเกษตร หลังการประชุมบอร์ดพัฒนาคุณภาพข้อมูลฯ เผยผลคาดการณ์พยากรณ์ผลผลิตสินค้าเกษตร 20 ชนิด ประจำปีเพาะปลูก 2569/2570 พบสัญญาณเตือนมีสินค้าถึง 11 ชนิดที่เสี่ยงมีปริมาณการผลิตลดลง นำโดยข้าวนาปี ข้าวนาปรัง ลำไย มังคุด และสัตว์น้ำเศรษฐกิจ ซึ่งมีปัจจัยลบหลักมาจากสภาพอากาศที่แปรปรวนอย่างรุนแรง โดยปลัดกระทรวงฯ สั่งการจี้ทุกหน่วยงานเร่งบูรณาการข้อมูลเชิงรุกและเติมองค์ความรู้ให้เกษตรกรปรับตัว เพื่อวางแผนบริหารจัดการนโยบายให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรทั่วประเทศ
นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพข้อมูลปริมาณการผลิตสินค้าเกษตร ครั้งที่ 2/2569 ว่าได้สั่งการย้ำให้ทุกหน่วยงานร่วมติดตามสถานการณ์สินค้าเกษตรอย่างรอบด้านทั้งสถานการณ์ภายในประเทศ และต่างประเทศ พร้อมทั้งให้มีการบูรณาการด้านข้อมูลเพื่อวางแผนการบริหารจัดการนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้เกิดประโยชน์แก่พี่น้องเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ที่ประชุมได้ร่วมพิจารณาข้อมูลปริมาณการผลิตสินค้าเกษตร ปี 2568 ซึ่งพบว่าผลผลิตด้านพืชได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ มีปริมาณการผลิตต่อเนื้อที่เพิ่มมากขึ้น และลองกองมีปริมาณการผลิตลดลงเนื่องจากปัจจัยด้านสภาพอากาศไม่เอื้อต่อการออกผลผลิต สำหรับผลผลิตด้านปศุสัตว์ได้แก่ สุกร ไก่เนื้อ พบว่ามีปริมาณการผลิตเพิ่มมากขึ้น และโคเนื้อมีปริมาณการผลิตลดลงเนื่องจากปัจจัยด้านแรงจูงใจทางการตลาด ตลอดจนผลผลิตสินค้าด้านประมง ได้แก่ กุ้งกุลาดำ ปลานิล พบว่ามีปริมาณการผลิตเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่กุ้งขาวแวนนาไม และปลาดุก มีปริมาณการผลิตลดลงเนื่องจากปัจจัยด้านสภาพอากาศแปรปรวน
ที่ประชุมยังได้ร่วมพิจารณาผลพยากรณ์ปริมาณการผลิตสินค้าเกษตร จำนวน 20 สินค้า ปีเพาะปลูก 2569/70 (ณ เดือนมิถุนายน 2569) พบว่า สินค้าที่คาดว่าจะมีปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้น มีจำนวน 9 สินค้า ได้แก่ ลองกอง ทุเรียน สับปะรดปัตตาเวีย มะพร้าวผลแก่ กาแฟ เงาะ ยางพารา มันสำปะหลังโรงงาน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
ทั้งนี้ สินค้าที่คาดว่าจะมีปริมาณการผลิตลดลง มีจำนวน 11 สินค้า ได้แก่ ลิ้นจี่ ลำไย มังคุด ข้าวนาปี ถั่วเหลือง ข้าวนาปรัง ปลาดุก กุ้งกุลาดำ ปลานิล กุ้งขาวแวนนาไม และปาล์มน้ำมัน ซึ่งได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีการส่งเสริมการเพาะปลูกตามความเหมาะสมและความสามารถของแต่ละสภาพพื้นที่ รวมถึงสนับสนุนองค์ความรู้เกษตรกรเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแปรปรวนทางสภาพอากาศที่อาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิต เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและลดผลกระทบในด้านต่าง ๆ ต่อไป
นายวิณะโรจน์ ยังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบาย ครั้งที่ 3/2569 ว่า ได้ติดตามและวางทิศทางการดำเนินงานเชิงรุกในการแก้ไขปัญหาของพี่น้องเกษตรกร ควบคู่กับการปกป้องผลประโยชน์ทางการค้า ซึ่งที่ประชุมได้เน้นย้ำความสำเร็จในการสร้างเสถียรภาพราคาผ่านการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด อาทิ การปราบปรามซากสัตว์และสินค้าประมงผิดกฎหมายของชุดปฏิบัติการพิเศษ “พระพิรุณ” รวมถึงการบริหารจัดการวิกฤตสิ่งแวดล้อมอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะมาตรการสกัดกั้นและกำจัดปลาหมอคางดำพร้อมทั้งนำไปแปรรูปใช้ประโยชน์เพื่อสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน
สำหรับแนวทางการพัฒนาและเพิ่มรายได้ ที่ประชุมได้หารือในด้านการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรด้วยการลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มมูลค่าสินค้า โดยส่งเสริมนวัตกรรมการทำเกษตรคาร์บอนต่ำ เช่น การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และการกระจายท่อนพันธุ์พืชต้านทานโรคเพื่อสร้างความมั่นคงในอาชีพ ขณะเดียวกันยังได้ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมปศุสัตว์สู่ยุคใหม่ ผ่านโครงการฟาร์มโคนมอัจฉริยะ (Smart Dairy Farm) เพื่อเป็นต้นแบบการเพิ่มผลผลิต ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพคนรุ่นใหม่ผ่านเครือข่าย Smart Farmer และ Young Smart Farmer รวมถึงการเปิดประตูสินค้าเกษตรไทย (เช่น ส้มโอ และผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์) สู่ตลาดระดับพรีเมียมในต่างประเทศ เพื่อขยายช่องทางการตลาดและสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่เกษตรกรรายย่อย
นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมปฏิรูปการบริการภาครัฐสู่ระบบดิจิทัล (Digital Transformation) เต็มรูปแบบ โดยพัฒนาแอปพลิเคชันและฐานข้อมูลกลางเพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาการออกใบอนุญาตต่าง ๆ ให้รวดเร็วและเป็นธรรมยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการวางโครงสร้างยุทธศาสตร์ให้ครอบคลุมรอบด้าน ทั้งการบริหารจัดการข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (Big Data) การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในภาคเกษตรเพื่อลดต้นทุน และการปรับปรุงกฎระเบียบต่าง ๆ ให้ทันสมัย สอดรับกับมาตรการสิ่งแวดล้อมและการค้าโลก เพื่อพลิกโฉมภาคเกษตรกรรมไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและสร้างความกินดีอยู่ดีให้แก่เกษตรกรอย่างแท้จริง


