วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม 2569

Login
Login

'เงินเฟ้อไทย' ผ่านจุดสูงสุด ต้นทุนการผลิตคลี่คลาย จับตาค่าครองชีพสูงถาวร

ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปหรืออัตราเงินเฟ้อทั่วไป เดือน มิ.ย.2569 เท่ากับ 102.85 เทียบช่วงเดียวกันกับปีที่แล้วเพิ่มขึ้น 2.42% สูงขึ้นติดต่อ 3 เดือน แต่เริ่มชะลอตัวลง ซึ่งทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปช่วง 6 เดือน แรกของปี 2569 (ม.ค.-มิ.ย.) อยู่ที่ 1.08%

นางสาวณัฐิยา สุจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า อัตราเงินเฟ้อช่วงที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันสำเร็จรูปทรงตัวระดับสูงกว่าปี 2568 เป็นผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ค่าโดยสารสาธารณะสูงขึ้น ราคาอาหารสำเร็จรูปสูงขึ้นเป็นวงกว้างอัตราค่อนข้างสูงทำให้ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นชัดเจน

เงินเฟ้อเดือน มิ.ย.2569 ที่สูงขึ้น 2.42% มาจากหมวดอื่นที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม เพิ่มขึ้น 3.31% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าและบริการสำคัญ โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าโดยสารสาธารณะ ค่าเช่าบ้าน และสิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด

ขณะที่มีสินค้าสำคัญปรับราคาลง อาทิ ค่าไฟฟ้า ค่าห้องพักโรงแรม ของใช้ส่วนบุคคลและเสื้อผ้า รวมถึงหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 1.03% จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ อาทิ อาหารสำเร็จรูป ข้าวสารเจ้า เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ผลไม้สด 

อย่างไรก็ตาม มีสินค้าหลายรายการราคาลดลง อาทิ เนื้อสุกร ข้าวสารเหนียว และผักสด

'เงินเฟ้อไทย' ผ่านจุดสูงสุด ต้นทุนการผลิตคลี่คลาย จับตาค่าครองชีพสูงถาวร

ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก) เดือน มิ.ย.2569 สูงขึ้น 1.23% เร่งขึ้นจากเดือน พ.ค.2569 รวม 6 เดือน ปี 2569 เพิ่มขึ้น 0.79% ซึ่งกรณีอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเร่งตัวขึ้น แม้แรงกดดันเงินเฟ้อโดยรวมเริ่มผ่อนคลาย เนื่องจากสถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลายและเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้แรงกดดันจากราคาน้ำมันลดลง 

อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อพื้นฐานยังได้รับแรงหนุนจากราคาอาหารสำเร็จรูปที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทำให้ Core Inflation ยังอยู่ทิศทางเพิ่มขึ้น

นางสาวณัฐิยา กล่าวว่า เงินเฟ้อปี 2569 ผ่านจุดสูงสุดหรือไม่ต้องติดตามราคาน้ำมันเพราะผันผวนสูง ซึ่งเดิมคาดราคาน้ำจะพุ่งสูง แต่ไม่กี่วันราคาก็ลดลง ดังนั้นต้องจับตาความเคลื่อนไหวราคาน้ำมัน ซึ่งมีผลต่อเงินเฟ้อไทยมาก แต่เงินเฟ้อช่วงเดือนที่เหลือของปีนี้ไม่น่าติดลบ และจะอยู่ภาวะทรงตัว

จับตาค่าครองชีพสูงขึ้นถาวร

สำหรับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปไตรมาส 3 ปี 2569 คาดเป็นบวกต่อเนื่องที่ 2.79% โดยปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้น ได้แก่ ราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศทรงตัวสูงกว่าปี 2568 เป็นผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

รวมทั้งการปรับโครงสร้างราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ ราคาอาหารสำเร็จรูปทยอยสูงขึ้นเป็นวงกว้าง และปรับราคาต่อจานอัตราค่อนข้างสูง แม้ต้นทุนการผลิตบางประเภทเริ่มส่งสัญญาณลดลงจึงสะท้อนภาวะค่าครองชีพจะสูงขึ้นถาวร 

'เงินเฟ้อไทย' ผ่านจุดสูงสุด ต้นทุนการผลิตคลี่คลาย จับตาค่าครองชีพสูงถาวร

ทั้งนี้ ผลสำรวจอาหารจานเดียว 7 เมนู ได้แก่ ข้าวผัด ผัดซีอิ้วและราดหน้า ข้าวหมูแดง ข้าวมันไก่ ส้มตำ ก๋วยเตี๋ยว และข้าวราดผัดกะเพรา  1,535 รายการ พบเพิ่มขึ้น 438 รายการ หรือเพิ่มขึ้น 28.53% 

โดยเพิ่มขึ้น 5 บาท 182 รายการ เพิ่มขึ้น 10 บาท 244 รายการ และเพิ่มราคาต่ำสุด 8.33% จากราคาเดิม เช่น เดิม 60 บาท เพิ่มเป็น 65 บาท และเพิ่มสูงสุด 33.33% จากราคาเดิม เช่น ส้มต้มจาก 30 บาทเป็น 40 บาท

ขณะที่ค่าใช้จ่ายการเดินทางสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าโดยสารรถประจำทาง ตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทรงตัวในระดับสูงกว่าปีก่อนหน้า และราคาผักสดสำคัญมีแนวโน้มสูงกว่าปี 2568 จากฐานราคาต่ำในปีก่อน รวมทั้งมีความเสี่ยงจากผลกระทบเอลนีโญที่ต้องติดตามปริมาณน้ำฝนลงลงระดับใด

คงเป้าเงินเฟ้อทั้งปี 2%

ขณะที่ปัจจัยกดดันอัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง ได้แก่ ค่าไฟฟ้าเดือน พ.ค.-ส.ค.2569 ยังต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปี 2568 เล็กน้อย และราคาเนื้อสัตว์มีแนวโน้มลดลงจากอุปทานเข้าตลาดเพียงพอ รวมทั้งต้องติดตามราคาน้ำมันตลาดโลกที่แนวโน้มลดลงหลังเปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยยังไม่แน่ใจว่าจะดีต่อเนื่องหรือไม่ ส่วนโครงการไทยช่วยไทยพลัสไม่มีผลต่อเงินเฟ้อแต่มีผลเพิ่มกำลังซื้อประชาชน

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์คาดอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2569 อยู่ระหว่าง 1.5-2.5% ค่ากลาง 2.0% มีปัจจัยสนับสนุนจากจีดีพีขยายตัว 1.5-25% น้ำมันดิบดูไบ 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยน 32-33 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งต้องดูราคาน้ำมันหากลดลงจะปรับคาดการณ์เงินเฟ้อใหม่

นักวิชาการชี้เงินเฟ้อผ่านจุดสูงสุด

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า มีสัญญาณชัดเจนว่าเงินเฟ้อได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว หลังแรงกดดันด้านต้นทุนการผลิตที่เป็นปัจจัยหลักในการผลักดันเงินเฟ้อเริ่มลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาน้ำมันตลาดโลกที่ลดลงส่งผลให้ต้นทุนการผลิตภาคธุรกิจและค่าขนส่งทยอยคลี่คลาย

ทั้งนี้ ช่วงเดือน มี.-พ.ค.2569 เงินเฟ้อไทยได้รับผลกระทบจากภาวะต้นทุนผลัก (Cost-push Inflation) เนื่องจากราคาน้ำมันดิบตลาดโลกที่เคยพุ่งขึ้นแตะ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้ต้นทุนพลังงาน การขนส่ง และการผลิตสินค้าสูงขึ้น ขณะที่ภาครัฐออกมาตรการดูแลค่าครองชีพและใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงช่วยบรรเทาผลกระทบทำให้สถานการณ์เริ่มผ่อนคลาย

รวมทั้งเมื่อราคาน้ำมันดิบลดต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเริ่มมีสัญญาณการเจรจาเพื่อลดความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันทยอยลดมาอยู่ที่ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะลดมาอยู่ที่ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปัจจุบัน ทำให้แรงกดดันต้นทุนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ความกังวลการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเริ่มคลี่คลายทำให้ความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำมัน วัตถุดิบปิโตรเคมี และเม็ดพลาสติกลดลง ขณะที่ต้นทุนปุ๋ย บรรจุภัณฑ์และค่าขนส่งทั้งในประเทศและระหว่างประเทศไม่สูงขึ้นจึงไม่เกิดแรงกดดันเงินเฟ้อเหมือนก่อนหน้านี้

คาด กนง.คงดอกเบี้ย1%ถึงสิ้นปี

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า หากการหยุดยิงชั่วคราวต่อยอดไปสู่การยุติความขัดแย้งถาวรและไม่มีเหตุการณ์กระทบราคาพลังงานโลกอีก จะทำให้เงินเฟ้อไทยไม่น่ากลับมาปรับตัวสูงขึ้นรุนแรง ส่งผลให้ความเป็นไปได้ที่อัตราเงินเฟ้อจะเร่งตัวแตะระดับ 5% ปี 2569 มีน้อยลง

ขณะที่ปัจจัยสำคัญอีกประการ คือ เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวไม่เต็มศักยภาพทำให้อุปสงค์ไม่ร้อนแรงพอที่จะผลักดันราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นจากฝั่งความต้องการซื้อ 

สำหรับปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายได้ต่อ เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อยังอยู่กรอบเป้าหมายทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มทรงตัวที่ 1% เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจช่วงที่เหลือปีนี้

สงครามทำดอกเบี้ยโลกพุ่งยาวถึงปี 2028

บลูมเบิร์ก อีโคโนมิกส์ รายงานว่า แม้ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งและสงครามระหว่างสหรัฐภายใต้การนำของ “โดนัลด์ ทรัมป์” กับประเทศอิหร่านจะเริ่มคลี่คลายลงจนนำไปสู่ข้อตกลงหยุดยิงในระดับหนึ่งแล้วก็ตาม ทว่าผลกระทบที่มีต่อนโยบายการเงิน และการปรับ “ดอกเบี้ยนโยบาย” ของธนาคารกลางทั่วโลกจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไปจนถึงปี 2028

จากรายงานการวิเคราะห์ล่าสุดพบว่า อัตราดอกเบี้ยทั้งในภาพรวมของโลกและกลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนเกิดสงครามถึง 0.5% หรือมากกว่านั้น และดอกเบี้ยระดับสูงนี้จะคงอยู่ต่อเนื่องยาวนานไปจนถึงปี 2028

เหตุผลสำคัญที่ทำให้ทิศทางดอกเบี้ยเปลี่ยนไป มาจากความเสี่ยงด้าน “เงินเฟ้อ” ที่ยังคงมีความผันผวนสูง ประกอบกับแรงกดดันด้านราคาที่หลงเหลือมาจากวิกฤติพลังงานในช่วงที่มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ แม้ในอนาคตอันใกล้ความเสี่ยงเหล่านี้อาจจะทยอยลดลงเนื่องจากแรงขับเคลื่อนของอุตสาหกรรม AI ที่จะเริ่มเห็นประโยชน์ด้านผลิตภาพได้ชัดเจนมากขึ้นก็ตาม

ในระยะสั้นนี้ แม้ว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะเริ่มบรรเทาลงแล้ว แต่ผลกระทบต่อค่าครองชีพของผู้บริโภค และต้นทุนของภาคธุรกิจจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากผู้กู้ยืมและผู้ที่ต้องการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย จะต้องเผชิญกับภาวะอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงกว่าระดับที่ควรจะเป็นหากไม่มีสงครามเกิดขึ้นตั้งแต่แรก

จับตาทิศทาง ‘ดอกเบี้ยโลก’ ณ สิ้นปี 2026

บลูมเบิร์ก อีโคโนมิกส์ได้เปลี่ยนแปลงการคาดการณ์ตัวเลขดอกเบี้ยนโยบายของเฟด จากเมื่อต้นปีที่คาดว่าเฟดจะสามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงได้ถึง 1% ภายในช่วงกลางปี 2027 แต่จากสถานการณ์ตอนนี้คาดว่าเฟดจะปรับลดดอกเบี้ยได้เพียง 0.25% เท่านั้น

ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ถูกคาดการณ์ต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับสูงกว่าแผนเดิมถึง 0.5% สู่ระดับ 2.50% ณ สิ้นปีนี้ ก่อนที่เริ่มทยอยผ่อนคลายนโยบายลงระยะต่อไป ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) คาดว่าขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% เป็น 1.25% ภายในสิ้นปี และธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) คาดว่าจะคงดอกเบี้ยที่ระดับ 3.75% ไปจนถึงสิ้นปี

ในทางกลับกัน คาดว่า ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) จะลดดอกเบี้ยลงเล็กน้อยเหลือ 1.3% จากปัจจุบันดอกเบี้ย Reverse Repo อายุ 7 วัน อยู่ที่ระดับ 1.4% เพื่อกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศที่ยังซบเซา สวนทางภาคการส่งออกที่ยังแข็งแกร่ง

เจมี่ รัช ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐศาสตร์ระดับโลกของบลูมเบิร์ก อีโคโนมิกส์ ระบุว่า จากประสบการณ์ของธนาคารกลางต่างๆ เคยเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงในช่วงหลังการระบาดโควิด-19 ทำให้ในปัจจุบันธนาคารกลางส่วนใหญ่เลือกที่จะใช้มาตรการที่เด็ดขาด และแข็งกร้าวทันทีเมื่อราคาสินค้าเริ่มขยับตัวสูงขึ้น แม้จะเป็นการเพิ่มขึ้นเพียงชั่วคราวก็ตาม