วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม 2569

Login
Login

‘ธุรกิจ’หันดูแลสังคมเสริมแกร่งรับความท้าทายใหม่ ขณะOECDชี้ทำไม่สุดสะดุดขั้นซัปพลายเออร์

หลักปฎิบัติว่าด้วย การดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Business Conduct: RBC) ที่ต้องสอดคล้องกับความต้องการของสังคมในปัจจุบันและอนาคต

กำลังเป็นเรื่องที่ภาคธุรกิจและนักลงทุนให้ความสำคัญ ด้วยการมุ่งสร้างประโยชน์ทางธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้กำหนดแนวปฏิบัติสำหรับวิสาหกิจข้ามชาติด้านการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ (OECD Guidelines for Multinational Enterprises on Responsible Business Conduct: MNE Guidelines) ถือเป็นมาตรฐานสากลชั้นนำด้าน RBC ที่กำหนดให้ภาคธุรกิจต้องมีกระบวนการตรวจสอบสถานะด้านความรับผิดชอบ (Due Diligence) เพื่อประเมิน ป้องกัน บรรเทา และจัดการผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นต่อประชาชน สิ่งแวดล้อม และสังคม จากการดำเนินงานของธุรกิจนั้น  ผลิตภัณฑ์ บริการ และห่วงโซ่อุปทานของบริษัท

  รายงาน OECD Responsible Business Outlook 2026 : Making Commitments Count หรือ รายงานแนวโน้มธุรกิจที่รับผิดชอบของ OECD ปี 2026: การทำให้พันธสัญญาเกิดผล เผยแพร่โดย OECD ได้ประเมินการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่สุด 10,000 แห่งทั่วโลก โดยอ้างอิงกรอบการตรวจสอบสถานะของ OECD พร้อมทั้งสำรวจบทบาทของรัฐบาล 52 ประเทศที่ให้การรับรอง MNE Guidelines ในการส่งเสริม RBC ผ่านนโยบายสาธารณะ

ธุรกิจมีเจตนารมณ์แต่นำไปปฏิบัติน้อย

รายงาน ระบุว่า บริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ 69%มีการประกาศนโยบายหรือคำมั่นสาธารณะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ RBC อย่างน้อยด้านใดหนึ่งด้านเท่านั้น ขณะที่มีเพียง36% เท่านั้นที่มีนโยบายแบบบูรณาการที่ครอบคลุมหลายประเด็น

สำหรับประเด็นที่พบว่าบริษัทต่างให้ความสำคัญมากที่สุด ได้แก่ การต่อต้านการทุจริตและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG)  รองลงมาคือแรงงานบังคับ แรงงานเด็ก และสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่ถึงครึ่งหนึ่งเปิดเผยนโยบายด้านเสรีภาพในการรวมตัวของแรงงาน และมีเพียง 25%เท่านั้น ที่ประกาศพันธกรณีด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ

 "บริษัทจะเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายและระบบการบริหารจัดการมากกว่าการดำเนินมาตรการเพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง โดยธุรกิจจะบอกนโยบายและระบบบริหารคิดเป็น 45% ของแนวปฏิบัติทั้งหมด ขณะที่การบอกถึงมาตรการแก้ไขผลกระทบกลับมีสัดส่วนต่ำกว่า20%"

ทั้งนี้ การดำเนินมาตรการเพื่อระบุและจัดการผลกระทบ โดยเฉพาะในห่วงโซ่อุปทาน ยังอยู่ในระดับต่ำ ตัวอย่างเช่น แม้ว่าประมาณครึ่งหนึ่งของบริษัทจะกำหนดเกณฑ์ด้านสังคมหรือสิ่งแวดล้อมในการคัดเลือกซัพพลายเออร์แต่มีบริษัทไม่ถึง 20% ที่ประเมินความเสี่ยงของซัพพลายเออร์ตามเกณฑ์ดังกล่าว

ขณะเดียวกัน บริษัทเพียง1ใน 4 ที่บอกว่าการฝึกอบรมหรือร่วมมือกับซัพพลายเออร์ เพื่อยกระดับผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมร่วมกันอย่างแท้จริง และ  มีเพียง 7% เท่านั้นที่บูรณาการนโยบายด้านห่วงโซ่อุปทานเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ขณะเดียวกันพบว่ามีไม่ถึง 5% ที่เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการปรับปรุงด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในห่วงโซ่อุปทาน

สถานะด้านสิทธิมนุษยชนยังมีข้อจำกัด

การดำเนินการด้านสิทธิมนุษยชนยังถือเป็นจุดอ่อนสำคัญของภาคธุรกิจทั่วโลก โดยมีบริษัทเพียง 8% ที่รายงานว่าเปิดโอกาสการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในประเด็นสิทธิมนุษยชน

นอกจากนี้ มีเพียง 17% ที่จัดให้มีกลไกรับเรื่องร้องเรียนด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นทางการ และเพียง 10% ที่ประกาศพันธกรณีในการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนอันเกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมของบริษัท

“ธุรกิจที่มี สถานะความรับผิดชอบที่ดี ส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ใน ยุโรป และประเทศที่พัฒนาแล้วในเอเชียแปซิฟิก ขณะที่ ในลาตินอเมริกา จีน ตะวันออกกลาง และแอฟริกา เป็นภูมิภาคที่มีการรายงานต่ำที่สุด”

ภาครัฐทั่วโลกเร่งกฎหมาย-นโยบายRBC

ปัจจุบัน 84 %ของประเทศสมาชิก OECD และ 67% ของประเทศที่ให้การรับรอง MNE Guidelines รวมถึงอีกหลายประเทศที่ยังไม่ได้เข้าร่วม ได้ออกกฎหมายหรือมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบสถานะด้านความรับผิดชอบ  หรือ Due Diligence) แล้วไม่ว่าจะเป็นกฎหมายการรายงานด้านความยั่งยืน กฎหมายว่าด้วยการตรวจสอบสถานะ หรือมาตรการด้านผลิตภัณฑ์และตลาด

แม้มาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายร่วมกัน แต่ภาคธุรกิจยังพบความท้าทายเรื่องความต่างของขอบเขต และรูปแบบ รวมถึงคำจำกัดความของกฎหมายที่ใช้ในแต่ละประเทศ ทั้งนี้ ประเทศสมาชิก OECD ที่มีกฎหมายดังกล่าวคิดเป็นประมาณ 55% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมโลก (GDP)เท่านั้น 

     อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่ภาครัฐผู้มีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจ จึงพบว่า รัฐบาลยังนำหลัก RBC มาประยุกต์ใช้กับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยมี 32 ประเทศกำหนดให้กรอบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐคำนึงถึงหลักการดังกล่าว และในปี 2567 มูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐกว่า 8 ล้านล้านดอลลาร์หรือประมาณ80% ของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐในประเทศผู้ให้การรับรอง อยู่ภายใต้ประเทศที่กำหนดให้หน่วยงานภาครัฐต้องปฏิบัติตามมาตรการตรวจสอบสถานะ ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมแล้ว

        นอกจากนี้ 29 จาก 52 ประเทศที่ให้การรับรอง MNE Guidelines ใช้มาตรการจูงใจเพื่อส่งเสริมให้ภาคธุรกิจนำมาตรฐาน RBC ไปปฏิบัติ เช่น สิทธิประโยชน์ด้านเงินกู้ เงินอุดหนุน สิทธิประโยชน์ทางภาษี การอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน รวมถึงเครื่องหมายรับรองจากภาครัฐ

แม้การทำธุรกิจจะมีหลักการแท้จริงที่ว่าด้วยการสร้างผลกำไรสูงสุด แต่ในโลกธุรกิจ และการค้ายุคปัจจุบันที่เป็นสากลกำลังเรียกร้องให้ภาคธุรกิจคำนึงถึงผลกระทบอย่างรอบด้านพร้อมเข้ามาแก้ไขปัญหาที่ก่อให้เกิด ซึ่งนั่นอาจกลายเป็นต้นทุนหรือความสูญเสียในอนาคตหากธุรกิจยังเพิกเฉยอยู่

‘ธุรกิจ’หันดูแลสังคมเสริมแกร่งรับความท้าทายใหม่ ขณะOECDชี้ทำไม่สุดสะดุดขั้นซัปพลายเออร์