รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค-ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก ร่วมนำเสนอข้อคิดเห็นต่อ พ.ร.ฎ.เปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลในความควบคุมดูแลของหน่วยงานรัฐภาครัฐ ที่จะหนุนแก้คอร์รัปชัน
การต่อต้านคอร์รัปชันในยุคปัจจุบันไม่สามารถพึ่งพาเพียงการจับผิดภายหลังหรือรอให้มีผู้ร้องเรียนเหมือนในอดีตได้อีกต่อไป เพราะรูปแบบการทุจริตซับซ้อนขึ้น ซ่อนอยู่ในธุรกรรม การถือหุ้น การจัดซื้อจัดจ้าง การรับสวัสดิการโดยมิชอบ และเครือข่ายผลประโยชน์ที่กระจายอยู่หลายหน่วยงาน
รองศาสตราจารย์ ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค และ นายศุภวิชญ์ แก้วคูนอก ได้ร่วมนำเสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาสำคัญของประเทศไทยตลอดมาคือข้อมูลจำนวนมากถูกเก็บแยกส่วน หน่วยงานหนึ่งมีข้อมูลทะเบียน อีกหน่วยงานมีข้อมูลภาษี อีกหน่วยงานมีข้อมูลบริษัท อีกหน่วยงานมีข้อมูลสวัสดิการ
“เมื่อข้อมูลไม่เชื่อมกัน การตรวจพบความผิดปกติจึงล่าช้า สร้างความเสียหายต่อภาครัฐและเอกชนเป็นวงกว้าง”
เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2569 มีการประกาศบังคับใช้พระราชกฤษฎีกาการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น พ.ศ.2569
สำหรับกฎหมายฉบับนี้มีความสำคัญมาก เพราะกฎหมายได้วางหลักให้หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่จำเป็นแก่หน่วยงานรัฐอื่นตามที่ร้องขอ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลสำหรับจัดทำและให้บริการภาครัฐแก่ประชาชนโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งทำให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐมีฐานทางกฎหมายชัดเจนมากยิ่งขึ้น
ในทางปฏิบัติ กฎหมายฉบับนี้ช่วยลดข้ออ้างที่มักเกิดขึ้นในระบบราชการว่า “เปิดเผยข้อมูลไม่ได้เพราะติด PDPA” ทั้งที่หลายกรณีเป็นการใช้ข้อมูลเพื่อประโยชน์สาธารณะ การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐ หรือการบังคับใช้กฎหมาย หลักสำคัญจึงอยู่ที่การแยกให้ชัดว่า PDPA มีหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจากการใช้เกินขอบเขต
ความสำคัญ พ.ร.ฎ.เปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล
ส่วนพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่นี้ทำให้หน่วยงานรัฐมีช่องทางที่ชัดเจนในการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่จำเป็นภายใต้ภารกิจของรัฐ เมื่อฐานกฎหมายชัดขึ้น การทำงานเชิงป้องกันย่อมเกิดขึ้นได้เร็วกว่าเดิม และลดภาวะที่หน่วยงานต่างคนต่างถือข้อมูลโดยไม่กล้าใช้ร่วมกัน
การมีกฎหมายฉบับนี้ถือเป็นประโยชน์อย่างสำคัญต่อวงการต่อต้านคอร์รัปชัน แม้จะไม่สมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะบทบาทของรัฐกับการแชร์ข้อมูลกับภาคประชาสังคม แต่ก็ถือเป็นก้าวที่สำคัญของภาครัฐในการเดินหน้าแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันในประเทศไทย ซึ่งครอบคลุมการตรวจสอบผู้ได้รับสวัสดิการว่าตรงตามคุณสมบัติจริงหรือไม่
รวมถึงการตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับบริษัทคู่สัญญา การวิเคราะห์ความผิดปกติในการจัดซื้อจัดจ้าง การตรวจสอบนอมินีหรือผู้ถือผลประโยชน์ที่แท้จริง และการติดตามเส้นทางธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงออนไลน์หรือองค์กรอาชญากรรม
หากข้อมูลเหล่านี้ยังถูกกั๊กไว้ในแต่ละหน่วยงาน รัฐจะมองเห็นเพียงเศษเสี้ยวของปัญหา แต่เมื่อข้อมูลเชื่อมต่อกัน ภาครัฐและภาคประชาสังคมจะสามารถเห็นรูปแบบ ความสัมพันธ์ และสัญญาณเตือนที่นำไปสู่การป้องกันความเสียหายก่อนเกิดการทุจริตขนาดใหญ่ได้
เปลี่ยนการตั้งรับสู่คาดการณ์ความเสี่ยง
ความสำคัญอีกด้านคือการทำให้รัฐขยับจากการทำงานแบบ “ตั้งรับ” ไปสู่การทำงานแบบ “คาดการณ์ความเสี่ยง” มากยิ่งขึ้น การต่อต้านคอร์รัปชันที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยข้อมูลจำนวนมากมาวิเคราะห์ร่วมกัน เช่น ประวัติผู้รับจ้าง ราคากลาง พื้นที่โครงการ ผู้มีอำนาจอนุมัติ บริษัทที่ชนะการประมูลซ้ำ ๆ หรือความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือหุ้นกับผู้มีตำแหน่งทางการเมือง
เมื่อระบบของภาครัฐสามารถเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้ได้ การสร้างระบบ Red Flag หรือเครื่องมือแจ้งเตือนความเสี่ยงก็จะมีความแม่นยำมากขึ้น นี่คือหัวใจของธรรมาภิบาลยุคดิจิทัลที่ใช้ข้อมูลเป็นเกราะป้องกันก่อนที่ความเสียหายจะตกถึงประชาชน
อย่างไรก็ตาม การเชื่อมโยงข้อมูลส่วนบุคคลต้องเดินคู่กับหลักคุ้มครองสิทธิอย่างเข้มแข็ง กฎหมายฉบับนี้จึงกำหนดให้หน่วยงานที่ร้องขอข้อมูลมีหน้าที่รักษาข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับไว้ และห้ามเปิดเผยต่อบุคคลภายนอก ไม่ว่าบุคคลภายนอกนั้นจะเป็นหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนก็ตาม
อีกทั้งการรักษาข้อมูลต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนดและสอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยทางไซเบอร์ จุดนี้ถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะการต่อต้านคอร์รัปชันจะมีความชอบธรรมได้ก็ต่อเมื่อรัฐใช้ข้อมูลเท่าที่จำเป็น มีวัตถุประสงค์ชัดเจน ตรวจสอบย้อนหลังได้ และมีความรับผิดรับชอบเมื่อเกิดการใช้ข้อมูลผิดทางหรือข้อมูลรั่วไหล
จุดเริ่มต้นการสร้างรัฐบาลที่โปร่งใสขึ้น
ฉะนั้นในภาพรวม พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างรัฐบาลที่โปร่งใสขึ้น ฉลาดขึ้น และตอบสนองประชาชนได้ตรงเป้าหมายมากยิ่งขึ้น หากดำเนินการอย่างรอบคอบ การเชื่อมโยงข้อมูลข้ามภาครัฐจะช่วยลดช่องว่างที่ผู้ทุจริตใช้หลบเลี่ยงการตรวจสอบ ทำให้การจัดสวัสดิการแม่นยำขึ้น การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพขึ้น และการวางนโยบายตั้งอยู่บนข้อมูลจริงมากขึ้น
ก้าวต่อไปของไทยจึงควรเป็นการออกหลักเกณฑ์รองที่ชัดเจน สร้างระบบบันทึกการเข้าถึงข้อมูล เปิดช่องให้ประชาชนตรวจสอบสิทธิของตน และพัฒนาข้อมูลเปิดในรูปแบบที่ไม่ระบุตัวบุคคล เพื่อให้ข้อมูลกลายเป็นพลังของความโปร่งใส แทนที่จะเป็นเพียงทรัพยากรที่ถูกปิดไว้ในตู้เอกสารของภาครัฐ


