สภาเหล็กและเหล็กกล้าอาเซียน (ASEAN Iron and Steel Council : AISC) ซึ่งประกอบด้วยสมาพันธ์ สมาคม และสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าจาก 6 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เมียนมา สิงคโปร์ เวียดนาม และไทย ออกแถลงการณ์ร่วมแสดงความกังวลต่อการใช้ เตาหลอมเหนี่ยวนำไฟฟ้า (Induction Furnace : IF) ในการผลิตเหล็กสำหรับงานก่อสร้าง พร้อมแนบรายงานผลการศึกษาของคณะทำงาน (Task Force) ที่สรุปข้อค้นพบเชิงเทคนิคและข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อให้รัฐบาลประเทศสมาชิกอาเซียนเร่งดำเนินมาตรการป้องกันความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของอาคารและโครงสร้างพื้นฐาน
รายงานดังกล่าวระบุว่า แม้เหล็กที่ผลิตจากเตา IF บางส่วนจะผ่านข้อกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ในปัจจุบัน แต่กระบวนการผลิตที่แตกต่างจากเทคโนโลยีหลักของโลก ทำให้มีข้อจำกัดในการกำจัดสิ่งเจือปนและสารมลทินออกจากเนื้อเหล็ก ส่งผลให้คุณสมบัติทางวิศวกรรมบางประการด้อยลง โดยเฉพาะความเหนียว ความสามารถในการต้านทานความล้า และความปลอดภัยในการใช้งานกับโครงสร้างสำคัญ
AISC ระบุว่า ภายใต้บริบทที่ภูมิภาคอาเซียนกำลังเผชิญความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวเพิ่มขึ้น รวมทั้งการขยายตัวของกำลังการผลิตเหล็กจากเตา IF ในหลายประเทศ มาตรฐานผลิตภัณฑ์เหล็กที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งพัฒนาขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน อาจไม่เพียงพอสำหรับรองรับเทคโนโลยีการผลิตรูปแบบใหม่ จึงจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงอย่างเร่งด่วน
ผลิตเหล็กกำหนดคุณภาพ ไม่ใช่เพียงผลทดสอบมาตรฐาน
คณะทำงาน AISC อธิบายว่า กระบวนการผลิตเหล็กมีผลโดยตรงต่อคุณภาพของเหล็กก่อสร้าง โดยเฉพาะความแข็งแรง ความเหนียว ความสามารถรับแรงกระแทก และอายุการใช้งานของโครงสร้าง
ปัจจุบัน เส้นทางการผลิตเหล็กหลักของโลกแบ่งออกเป็น 3 ระบบ ได้แก่
- BF/BOF (Blast Furnace/Basic Oxygen Furnace)
- EAF (Electric Arc Furnace)
- IF (Induction Furnace)
ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ กระบวนการทำเหล็กบริสุทธิ์ (Refining Process) สำหรับระบบ BF/BOF และ EAF จะมีทั้ง Primary Refining (การทำเหล็กบริสุทธิ์ขั้นต้น) Secondary Refining (การทำเหล็กบริสุทธิ์ขั้นรอง)
โดยกระบวนการ Primary Refining เป็นขั้นตอนสำคัญในการกำจัดสารมลทินและสิ่งเจือปนออกจากน้ำเหล็ก ภายใต้สภาวะออกซิไดซ์ (Oxidizing Condition)
ในขั้นตอนนี้ ฟอสฟอรัส ตะกั่ว โครเมียม และสารปนเปื้อนอื่น ๆ จะถูกกำจัด ขณะที่โลหะตกค้างอย่างนิกเกิล ทองแดง และโมลิบดีนัม จะถูกทำให้เจือจางลง
นอกจากนี้ สารออกไซด์และสิ่งเจือปนที่ไม่ใช่โลหะจะถูกดูดซับเข้าไปในสแลก (Slag) ก่อนลอยขึ้นสู่ผิวหน้าเตาและถูกกำจัดออก จากนั้นน้ำเหล็กที่สะอาดจะถูกเทออกทางก้นเตา (Bottom Tapping) ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญในการป้องกันไม่ให้สแลกปะปนกลับลงไปในน้ำเหล็ก
หลังจากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการ Secondary Refining ภายใน Ladle Furnace เพื่อกำจัดกำมะถัน ปรับองค์ประกอบทางเคมี และเพิ่มคุณภาพของเหล็กให้เป็นไปตามมาตรฐาน ตรงกันข้าม เตาหลอมเหนี่ยวนำไฟฟ้า (IF) ไม่มีขั้นตอน Primary Refining ดังกล่าว
แม้ผู้ประกอบการบางรายจะใช้วิธีแยกสแลก (De-slagging) แต่รายงานระบุว่า วิธีดังกล่าวไม่สามารถทดแทนกระบวนการทำเหล็กบริสุทธิ์ขั้นต้นได้ เนื่องจากไม่มีการเป่าออกซิเจน ไม่มีสภาวะออกซิไดซ์ และไม่มีระบบ Bottom Tapping
ผลคือ สิ่งเจือปนส่วนใหญ่ยังคงตกค้างอยู่ในเนื้อเหล็ก ขณะที่การเทน้ำเหล็กจากด้านบนของเตา ยังเพิ่มโอกาสให้สแลกปะปนเข้าสู่ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปมากขึ้น
สิ่งเจือปนสูง ส่งผลโดยตรงต่อคุณสมบัติทางวิศวกรรม
รายงานระบุว่า สิ่งเจือปน (Inclusions) ในเหล็กเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเหนียว (Toughness)
ความสามารถในการยืดตัว
ความต้านทานความล้า (Fatigue Strength)
ความเปราะ (Embrittlement)
เหล็กที่มีสิ่งเจือปนจำนวนมาก จะเกิดรอยแตกร้าวสะสมได้ง่ายเมื่อรับแรงซ้ำ ๆ เช่น แรงสั่นสะเทือน แรงดัด หรือแรงจากแผ่นดินไหว ส่งผลให้อายุการใช้งานของโครงสร้างลดลง
งานวิจัยมาเลเซียพบค่า K4 ของเหล็ก IF สูงกว่า BOF-EAF ถึง 4-5 เท่า
รายงานอ้างอิงผลการศึกษาที่นำเสนอในงาน ASEAN Policymaker Conference on Steel และ ASEAN Iron & Steel Forum 2025 โดย รองศาสตราจารย์ ดร. Nurulakmal จาก Universiti Sains Malaysia ผลการเปรียบเทียบเหล็กเส้นที่ผลิตจาก BOF, EAF และ IF พบว่า แม้เหล็กทั้งสามระบบจะผ่านข้อกำหนดด้านเคมีตามมาตรฐาน MS144 และ MS146 แต่เมื่อนำมาตรวจสอบค่าความสะอาดของเหล็ก (K4 Factor) พบว่า เหล็กจาก IF มีค่า K4 สูงกว่า BOF และ EAF ประมาณ 4-5 เท่า โดยค่า K4 ระหว่าง 600-1,000 หมายถึง มีสิ่งเจือปนในระดับสูงมาก ส่งผลต่อความเหนียวและความล้า
ค่า K4 มากกว่า 1,000 หมายถึง ความสะอาดต่ำ มีสิ่งเจือปนขนาดใหญ่จำนวนมาก ไม่เหมาะสำหรับงานโครงสร้างสำคัญ
ผ่านมาตรฐานเดิม ไม่ได้แปลว่าปลอดภัย
AISC ชี้ว่า ความเข้าใจที่ว่า "ผ่านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม จึงปลอดภัย" อาจไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในปัจจุบัน เหตุผลสำคัญคือ มาตรฐานเหล็กของหลายประเทศในอาเซียน ไม่ว่าจะเป็น
- MS146 (มาเลเซีย)
- TIS24 (ไทย)
- PNS49 (ฟิลิปปินส์)
- TCVN1651 (เวียดนาม)
- SS560 (สิงคโปร์)
- SNI2052 (อินโดนีเซีย)
ล้วนพัฒนาต่อยอดจากมาตรฐานอังกฤษ BS4449 ซึ่งมีต้นกำเนิดตั้งแต่ปี 1969 ในช่วงเวลาดังกล่าว อุตสาหกรรมเหล็กเชิงพาณิชย์ใช้เฉพาะ BF/BOF และ EAF เท่านั้น จึงไม่มีความจำเป็นต้องกำหนดการทดสอบด้านความสะอาดของเหล็ก เช่น ค่า K4 เพราะกระบวนการผลิตทั้งสองระบบสามารถควบคุมสิ่งเจือปนได้โดยธรรมชาติ
เมื่อเทคโนโลยี IF ถูกนำมาใช้ผลิตเหล็กก่อสร้างในเชิงอุตสาหกรรม การทดสอบเดิมจึงอาจไม่สามารถสะท้อนความเสี่ยงใหม่ที่เกิดขึ้นได้
หลายประเทศทั่วโลกเริ่มจำกัดการใช้ IF
รายงานระบุว่า หลายประเทศได้ดำเนินมาตรการควบคุมการใช้เตา IF อย่างจริงจัง อาทิ จีน สั่งห้ามผลิตเหล็กเส้นจากเตา IF ตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2560 โดยจัดเหล็กประเภทนี้เป็น "Ditiao Steel" หรือเหล็กไม่ได้มาตรฐาน พร้อมปรับมาตรฐาน GB1499-2018 ให้ระบุชัดว่าเหล็กก่อสร้างต้องผลิตจาก BF/BOF หรือ EAF เท่านั้น
อินเดีย กำหนดมาตรฐานภายใต้ BIS และ Quality Control Orders (QCOs) ซึ่งผู้ผลิต IF จำนวนมากไม่สามารถปฏิบัติได้ ส่งผลให้ไม่สามารถใช้เหล็ก IF สำหรับงานโครงสร้าง
ไทย กำหนดให้เหล็กเส้นทุกชนิดต้องแสดงสัญลักษณ์กระบวนการผลิตบนตัวเหล็ก ได้แก่ OH, BO, EF และ IF เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
สิงคโปร์ แนวทางจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐสนับสนุนการใช้เหล็กจาก BOF และ EAF สำหรับงานก่อสร้าง
เวียดนาม มีนโยบายทยอยลดการใช้เตา IF ควบคู่กับการยกระดับเทคโนโลยีการผลิตเหล็ก โดยสมาคมเหล็กเวียดนามเสนอให้ควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวดและวางแผนยุติการใช้ IF ในระยะยาว
ฟิลิปปินส์ หน่วยงานรัฐและองค์กรวิศวกรรมผลักดันมาตรการควบคุมเหล็ก IF อย่างเข้มงวด เนื่องจากกังวลต่อความปลอดภัยในประเทศที่เผชิญภัยธรรมชาติบ่อยครั้ง
มาเลเซีย จำกัดการอนุมัติเตา IF ใหม่ตั้งแต่ปี 2560 เพื่อควบคุมกำลังการผลิตเหล็กก่อสร้างจากเทคโนโลยีดังกล่าว
อาเซียนกำลังเผชิญความเสี่ยงแผ่นดินไหวมากขึ้น
AISC ระบุว่า ประเด็นนี้ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวหลายครั้งในภูมิภาค รวมทั้งเหตุแผ่นดินไหวในรัฐยะโฮร์ของมาเลเซีย และเหตุอาคารถล่มในประเทศไทยซึ่งเกิดขึ้นภายหลังแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ในเมียนมา
แม้หลายประเทศอาเซียนจะอยู่นอกแนววงแหวนแห่งไฟ แต่ผลการศึกษาทางธรณีวิทยาพบแนวรอยเลื่อนกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ จึงไม่สามารถละเลยความเสี่ยงด้านแผ่นดินไหวได้อีกต่อไป
คุณภาพเหล็กจึงกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของความสามารถในการต้านทานแรงสั่นสะเทือนของอาคาร สะพาน และโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
AISC เสนอ 4 มาตรการเร่งด่วน
คณะทำงานเสนอให้รัฐบาลประเทศสมาชิกอาเซียนพิจารณาดำเนินมาตรการ ดังนี้
1. ทบทวนการใช้เตา IF สำหรับผลิตเหล็กก่อสร้าง ประเมินความเหมาะสมของการใช้เทคโนโลยี IF ใหม่ โดยพิจารณาความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและตัวอย่างจากต่างประเทศ
2. จำกัดการใช้งาน โดยจำกัดเหล็กจาก IF ให้ใช้เฉพาะงานที่ไม่ใช่โครงสร้างหลัก (Non-critical Applications) เช่น เหล็กเกรด 250 แทนการใช้กับโครงสร้างที่ต้องการเหล็กกำลังสูง พร้อมกำหนดให้ทำเครื่องหมายแสดงกระบวนการผลิตบนเหล็กทุกเส้น เพื่อให้ตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายได้
3. ปรับมาตรฐานการทดสอบ หากยังอนุญาตให้ใช้ IF ต่อไป ต้องกำหนดการทดสอบเพิ่มเติม เช่น ค่า K4 และตัวชี้วัดด้านความสะอาดของเหล็ก เพื่อให้มั่นใจว่าเหล็กมีคุณภาพเพียงพอสำหรับการใช้งาน
4. จัดทำแผนยุติการใช้ IF อย่างเป็นขั้นตอน กำหนดโรดแมปการเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีการผลิตที่ปลอดภัยกว่า โดยใช้มาตรการควบคุมเข้มงวดในช่วงเปลี่ยนผ่าน
เตือน "การไม่ตัดสินใจ" คือความเสี่ยง
AISC ระบุในบทสรุปของรายงานว่า การไม่ดำเนินมาตรการใด ๆ ไม่ใช่ทางเลือก เพราะจะยิ่งส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในเตา IF เพิ่มขึ้น และเพิ่มโอกาสที่เหล็กซึ่งมีข้อจำกัดด้านคุณภาพจะถูกนำไปใช้ในงานก่อสร้างมากขึ้น
คณะทำงานเห็นว่า ภูมิภาคอาเซียนไม่ควรรอให้เกิดโศกนาฏกรรมด้านโครงสร้างครั้งใหม่ก่อนจึงเริ่มดำเนินการ แต่ควรใช้มาตรการเชิงรุกตั้งแต่วันนี้ เพื่อยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์เหล็ก เสริมสร้างความปลอดภัยของอาคารและโครงสร้างพื้นฐาน ปกป้องชีวิตประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบโครงสร้างพื้นฐานของภูมิภาคในระยะยาว
ทั้งนี้ รายงานฉบับสมบูรณ์ของคณะทำงาน AISC มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประเทศสมาชิกใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดนโยบายด้านอุตสาหกรรมเหล็กและการปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีการผลิตและความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน


