ครบ 10 ปี กฎหมายภาษีมรดก จัดเก็บได้ 5,240 ล้านบาท เฉลี่ยปีละ 500 ล้านบาท พลาดเป้าหมาย “คลัง” จ่อรื้อขยายฐานคลุมสินทรัพย์ยุคใหม่ แย้มอาจต้องพึ่งภาษีความมั่งคั่ง “สรรพากร” ชี้ ปมทายาทยื้อโอนมรดกส่วนใหญ่มาจากปัญหาครอบครัว “ทีดีอาร์ไอ” ชง 2 ทางแก้
KEY POINTS
- กระทรวงการคลังเตรียมทบทวนกฎหมายภาษีมรดกครั้งใหญ่ หลังจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้มาก โดยเฉลี่ยเก็บได้เพียงปีละ 500 ล้านบาท
- แนวทางการปรับปรุงคือ การเพิ่มประเภททรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีให้ครอบคลุม "สินทรัพย์ยุคใหม่" มากขึ้น จากเดิมที่จำกัดไว้เพียง 5 ประเภท
- อุปสรรคสำคัญในการจัดเก็บภาษีคือ การที่ทายาทชะลอการโอนทรัพย์สิน ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดจากปัญหาความขัดแย้งในครอบครัวเรื่องการแบ่งมรดก
พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก พ.ศ.2558 เป็นหนึ่งความพยายามภาครัฐลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ โดยเริ่มบันทึกรายได้ปีงบประมาณ 2560 แต่เกือบ 10 ปีที่ผ่านมา (ปีงบประมาณ 2560-2568) จัดเก็บรายได้รวมเพียง 5,240 ล้านบาท เฉลี่ย 500 ล้านบาทต่อปี ซึ่งห่างไกลจากเป้าหมายที่เคยประเมินไว้ปีละ 4,000 ล้านบาท
สำหรับสถิติสูงสุดปีงบประมาณ 2567 จัดเก็บได้ 1,536 ล้านบาท ขณะที่ 7 เดือนแรกปีงบประมาณ 2569 จัดเก็บได้ 266 ล้านบาท
สาเหตุที่ภาษีชนิดนี้เก็บได้น้อย มาจากโครงสร้างกฎหมายที่จำกัดการจัดเก็บเฉพาะมรดกในส่วนที่มีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท และครอบคลุมทรัพย์สินเพียง 5 ประเภท ได้แก่ เงินฝาก หุ้น อสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ และตราสารการเงิน โดยผู้รับที่เป็นทายาทสายตรงจะเสียภาษีในอัตรา 5% ส่วนบุคคลอื่นเสีย 10% พร้อมมีข้อยกเว้นสำหรับคู่สมรส หรือการรับมรดกเพื่อสาธารณกุศล
จ่อดึง “สินทรัพย์ยุคใหม่” เข้าฐานภาษี
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ภาครัฐไม่มีแนวคิดยกเลิกภาษีมรดก แต่กำลังตั้งทีมศึกษาเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการจัดเก็บให้ทันสมัย เพราะรูปแบบทรัพย์สินหลากหลายขึ้นจึงต้องทบทวนควรดึงสินทรัพย์ประเภทใดเข้าระบบภาษีเพิ่ม
ทั้งนี้ ปัจจุบันการเก็บภาษีมรดกครอบคลุมทรัพย์สิน 5 กลุ่ม คือ
1.อสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน บ้าน อาคาร คอนโดมิเนียม
2.หลักทรัพย์ตามกฎหมาย เช่น หุ้น หุ้นกู้
3.กองทุนรวมเงินฝากธนาคาร
4.ยานพาหนะ เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์
5.ทรัพย์สินทางการเงินที่กำหนดเพิ่มโดย พ.ร.ฎ.เช่น ตั๋วเงินคลัง พันธบัตร ตั๋วเงิน หุ้นกู้
รวมทั้งการแก้กฎหมายจะไม่มุ่งเพิ่มอัตราภาษีสูงเกินไป เพราะอาจเป็นแรงผลักดันให้กลุ่มคนมั่งคั่งย้ายฐานทุนไปต่างประเทศเหมือนที่เคยเกิดในยุโรป แต่จะออกแบบให้มีประสิทธิภาพในการจัดเก็บ
แย้มอนาคตพึ่ง Wealth Tax
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ยอมรับว่า การปรับปรุงประสิทธิภาพภาษีมรดกทำได้ยากในทางปฏิบัติ เพราะเป็นภาษีที่คาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้ รัฐไม่สามารถกำหนดเวลาการเสียชีวิตได้ ภาษีจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเจ้าของทรัพย์สินเสียชีวิตเท่านั้น
ดังนั้น หากรัฐบาลต้องการจัดเก็บรายได้จากความมั่งคั่งอย่างแท้จริง ในอนาคตอาจต้องเปลี่ยนไปใช้ “ภาษีความมั่งคั่ง” (Wealth Tax) จัดเก็บภาษีจากฐานมูลค่าทรัพย์สินที่ถือครองแทน
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ภาษีมรดกประเมินรายได้ล่วงหน้าได้ยากเพราะ ยอดจัดเก็บผันผวนกับจังหวะชีวิตเจ้าของมรดกได้เตรียมการก่อนเสียชีวิตหรือไม่
ส่วนประเด็นเศรษฐีมักโอนทรัพย์สินให้ทายาทก่อนเสียชีวิตนั้น รัฐไม่ได้เสียประโยชน์ เพราะมี “ภาษีการให้” จัดเก็บรายได้จากธุรกรรมส่วนนี้อยู่แล้ว ขณะที่การนำเงินไปซื้อประกันชีวิตก็ถือเป็นการออมทรัพย์ที่มีต้นทุน จึงไม่นับเป็นช่องโหว่ทางกฎหมาย
“ศึกสายเลือด” ปมยื้อโอนมรดก
นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ อธิบดีกรมสรรพากร อธิบายเงื่อนไขสำคัญว่า ภาษีมรดกจะจัดเก็บได้ต้องมี 2 เงื่อนไข คือ “การตาย” และ “การโอนทรัพย์สิน" หากทายาทยังไม่รับโอนทรัพย์สินจะจัดสถานะ “กองมรดกยังไม่ได้แบ่ง” ซึ่งหากกองมรดกสร้างรายได้ เช่น ได้ดอกเบี้ยหรือค่าเช่ายังต้องเสียภาษีเงินได้
นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ทายาทที่ชะลอการโอนทรัพย์สินส่วนใหญ่ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีมรดกที่คิดอัตราที่ 5% แต่อุปสรรคสำคัญมักเกิดจากปัญหาในครอบครัวที่ตกลงแบ่งมรดกไม่ลงตัว ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ และซับซ้อนกว่าเรื่องภาษีมาก
เก็บรายได้เฉลี่ยปีละ 500 ล้านบาท
รายงานข่าวจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า การจัดเก็บภาษีมรดกตั้งแต่ปีงบประมาณ 2560 รัฐจัดได้เฉลี่ยปีละ 500 ล้าน แบ่งเป็น
ปีงบประมาณ 2560 เก็บได้ 65 ล้านบาท,
ปีงบประมาณ 2561 เก็บได้ 219 ล้านบาท,
ปีงบประมาณ 2562 เก็บได้ 451 ล้านบา
ปีงบประมาณ 2563 เก็บได้ 159 ล้านบาท,
ปีงบประมาณ 2564 เก็บได้ 409 ล้านบาท,
ปีงบประมาณ 2565 เก็บได้ 474 ล้านบาท,
ปีงบประมาณ 2566 เก็บได้ 741 ล้านบา
ปีงบประมาณ 2567 เก็บได้ 1,536 ล้านบาท,
ปีงบประมาณ 2568 เก็บได้ 1,186 ล้านบาท แล
ปีงบประมาณ 2569 (7 เดือนแรก) เก็บได้ 266 ล้านบาท
“ทีดีอาร์ไอ” เสนอทางออก 2 แนวทาง
นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ภาษีมรดกใช้มา 10 ปี แต่จัดเก็บได้ไม่มาก และหากปรับปรุงต้องปฏิรูปภาษี และกำหนดโจทย์ใหญ่พิจารณาจัดเก็บภาษีจากฐานทรัพย์สินจริงจัง
ทั้งนี้ภาษีมรดกเก็บรายได้ไม่ได้ตามเป้าหมายมี 2 ทางเลือก
1.การยกเลิก ซึ่งเห็นหลายประเทศที่พัฒนาแล้ว และมีฐานข้อมูลดีกว่าไทย แต่ยกเลิกเพราะวิธีจัดการไม่มีประสิทธิภาพ โดยต้นทุนจัดเก็บอาจมากเกินไป และอาจไม่คุ้มเพราะสูงกว่าภาษีที่เก็บได้
2.การปรับปรุงกฎหมาย โดยหากรัฐบาลต้องการปรับปรุงต้องมั่นใจมีเทคโนโลยีและแนวทางใหม่ปิดช่องโหว่ โดยเฉพาะการโอนให้ทายาทก่อนเสียชีวิตเพื่อเลี่ยงภาษีแบบถูกกฎหมาย แต่ต้องระวังสร้างปัญหาอื่น เช่น ลูกจะขึ้นเป็นผู้บริหารแทนควรได้หุ้นเพื่อคุมการทำงานบริษัท ซึ่งมีเหตุผลฟังขึ้นไม่ใช่แค่เลี่ยงภาษีอย่างเดียว
ส่วนข้อเสนอภาษีมรดกเห็นว่ารัฐบาลอย่ารีบยกเลิกแต่ให้เวลา 1-2 ปี ประเมินความคุ้มค่า โดยตั้งคณะทำงานศึกษาแนวทางจัดเก็บที่เหมาะสม ซึ่งศึกษาจากประเทศที่ยังจัดเก็บ และหากศึกษาแล้วทำไม่ได้ค่อยยกเลิก
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





