นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า กรมฯ เตรียมความพร้อมสำหรับการจัดทำราคาประเมินที่ดินรอบใหม่ ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2570 เป็นต้นไป โดยการปรับราคาประเมินในครั้งนี้เป็นการดำเนินการตามรอบปกติที่จะเกิดขึ้นในทุกๆ 4 ปี
โจทย์ใหญ่ของการปรับรอบนี้ คือการลดช่องว่างระหว่างราคาประเมินของรัฐกับราคาซื้อขายจริงในตลาดให้มีความใกล้เคียงกันมากขึ้น โดยธนารักษ์ตั้งเป้าบีบส่วนต่างให้เหลือเพียง 20-25% เท่านั้น จากปัจจุบันที่ราคาประเมินทั่วประเทศยังต่ำกว่าราคาตลาดค่อนข้างมากถึง 30-40% ในขณะที่การประเมินราคาที่ดินตามมาตรฐานสากล จะมีความต่างอยู่ที่ประมาณ 15%
อธิบดีกรมธนารักษ์ อธิบายภาพรวมผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจว่า การขยับราคาประเมินให้สะท้อนมูลค่าจริง จะส่งผลดีโดยตรงต่อประชาชนและภาคธุรกิจในแง่ของการเข้าถึงแหล่งทุน เพราะเมื่อนำที่ดินไปค้ำประกันเพื่อขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน จะมีโอกาสได้รับวงเงินกู้ที่สูงขึ้นตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม กรมธนารักษ์ไม่ได้ละเลยผลกระทบด้านภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน เนื่องจากราคาประเมินนี้จะต้องถูกนำไปใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างด้วยเช่นกัน การพิจารณาปรับขึ้นราคาจึงต้องทำอย่างระมัดระวัง ควบคู่ไปกับการประเมินสภาวะเศรษฐกิจในช่วงเวลานั้นๆ
การปรับราคาครั้งนี้จึงไม่ใช่การขยับราคาขึ้นทั้งหมด แต่จะพิจารณาจากสภาพข้อเท็จจริงของพื้นที่เป็นหลัก ตัวอย่างเช่น พื้นที่ที่เป็นที่ดินตาบอดไม่มีทางเข้าออก หรือพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลความเจริญ อาจจะได้รับการปรับขึ้นเพียงเล็กน้อย หรือไม่มีการปรับขึ้นเลย เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับเจ้าของที่ดินและผู้เสียภาษีในแต่ละพื้นที่อย่างเหมาะสมที่สุด
สถิติภาพรวมของระดับราคาประเมินที่ดินทั่วประเทศ พบว่า ทำเลที่มีราคาประเมินสูงที่สุดยังคงกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะทำเลทองตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า ซึ่งมีราคาพุ่งสูงถึง 1 ล้านบาทต่อตารางวา ขณะที่ พื้นที่ที่มีราคาประเมินต่ำที่สุดอยู่ที่อำเภอแม่แจ่ม และอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีราคาประเมินเพียง 25 บาทต่อตารางวา


