วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม 2569

Login
Login

"อียู"เก็บค่าธรรมเนียมสินค้า 3 ยูโร สกัดสินค้าจีน โอกาสหรือความเสี่ยงไทย

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า สหภาพยุโรป หรืออียู (EU) ประกาศมาตรการเก็บค่าธรรมเนียมศุลกากร 3 ยูโรต่อรายการสินค้าสำหรับพัสดุอีคอมเมิร์ซจีน ดีเดย์ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา มาตรการดังกล่าว ส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงยักษ์ใหญ่อย่าง SHEIN, Temu และ AliExpress  ที่ส่งสินค้ามายังอียู

หลายปีที่ผ่านมา กฎยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำกว่า 150 ยูโร (De Minimis) กลายเป็นสะพานให้สินค้าแฟชั่นราคาถูก (Ultra-fast fashion) และของใช้เบ็ดเตล็ดจากจีน หลั่งไหลเข้าสู่ทวีปยุโรปอย่างไม่ขาดสาย เฉพาะในปี 2568 มีพัสดุมูลค่าต่ำกว่าเกณฑ์ดังกล่าวทะลักเข้าอียูสูงถึง 5.8 พันล้านชิ้น หรือเฉลี่ยกว่า 180 ชิ้นต่อวินาที

มาตรการดังกล่าว นับเป็นแรงกดดันระลอกใหม่ต่อผู้ค้าปลีกออนไลน์จากจีน หลังจากสหรัฐยุติการยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำ (de minimis) สำหรับสินค้าจากจีนไปแล้วในเดือนพ.ค. และขยายครอบคลุมสินค้านำเข้าทั้งหมดในช่วงปลายเดือนส.ค.

ภายใต้กฎใหม่ ค่าธรรมเนียมจะคิดตามประเภทสินค้าที่ระบุในใบศุลกากร ไม่ใช่ตามจำนวนชิ้นสินค้า เช่น หากพัสดุหนึ่งกล่องมีสินค้าคนละประเภท 3 รายการ จะถูกเรียกเก็บรวม 9 ยูโร แต่หากเป็นเสื้อผ้าหลายตัวหรือของเล่นหลายชิ้นที่อยู่ในประเภทเดียวกัน จะเสียเพียง 3 ยูโร  โดยหากผู้ซื้อสั่งซื้อเสื้อยืด 3 ตัว (ซึ่งถือเป็นสินค้าหมวดเดียวกัน) จะเสียค่าธรรมเนียม 3 ยูโร แต่ถ้าในกล่องนั้นประกอบด้วย เสื้อยืด นาฬิกาข้อมือ และรองเท้าผ้าใบ สินค้าจะถูกจำแนกออกเป็น 3 หมวดหมู่ทันที และทำให้ผู้ซื้อต้องจ่ายค่าธรรมเนียมพุ่งสูงถึง 9 ยูโร

มาตรการใหม่ของอียู  คำถามที่ตามมาคือ สินค้าไทยจะคว้าโอกาสทองหรือจะถูกลูกหลงในสงครามการค้าระหว่างอียูกับจีนหรือไม่ 

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา นายกสมาคมการค้าอนาคตไทย  ให้ความเห็นว่า มาตรการจัดเก็บค่าธรรมเนียมของสหภาพยุโรป (EU) ถือเป็นกลไกการปรับตัวของระบบศุลกากรในยุคดิจิทัลเพื่อปกป้องผู้ประกอบการในท้องถิ่น ซึ่งการที่ EU สามารถเดินหน้ามาตรการนี้ได้อย่างมั่นใจ เนื่องจากเป็นกลุ่มเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่มีอำนาจต่อรองสูง (Economic Power) และเป็นตลาดผู้บริโภคหลักที่สำคัญของโลก แพลตฟอร์มต่างชาติจึงพร้อมที่จะปรับตัวตามเกณฑ์เพื่อรักษาฐานตลาดนี้ไว้

สำหรับประเทศไทย การพิจารณามาตรการทางเศรษฐกิจจำเป็นต้องคำนึงถึงบริบทและโครงสร้างที่แตกต่าง เราได้ดำเนินการเชิงรุกอย่างละมุนละม่อมผ่านมาตรการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% สำหรับสินค้านำเข้าตั้งแต่บาทแรก ซึ่งเป็นแนวทางที่เป็นสากล เสมอภาค และเหมาะสมกับบริบทของไทย โดยมุ่งเน้นการสร้าง "ความเท่าเทียมในการแข่งขัน" (Fair Play) ภายใต้กรอบกติกาเดียวกัน

​มิติด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  จีนถือเป็นมิตรประเทศและตลาดส่งออกที่สำคัญยิ่งของสินค้าเกษตรและผลไม้ไทย การดำเนินนโยบายของไทยจึงเน้นการรักษาสมดุลอย่างรอบด้าน แนวทางที่เหมาะสมจึงไม่ใช่การตั้งกำแพงกีดกันทางการค้า แต่คือ "การบูรณาการความร่วมมือเพื่อยกระดับมาตรฐานร่วมกัน"

​ทั้งนี้ ไทยควรเน้นย้ำความสำคัญใน 2 ด้าน คือ การบังคับใช้มาตรฐานความปลอดภัย (มอก. / อย.) อย่างเข้มงวดและเท่าเทียมกับสินค้าจากทุกแหล่งทั่วโลก เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้บริโภค การเร่งเพิ่มขีดความสามารถให้ SME ไทย ให้ ผลิตสินค้าและบริการให้ตรงใจผู้บริโภคชาวจีนมากขึ้น พร้อมๆ กับการรักษาเสริมความสัมพันธ์อันดีทางการค้าและการทูตอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน และพร้อมเจรจาแก้ปัญหาทันทีหากมีกรณี เกิดปัญหาส่งออกไปยังประเทศจีน

ขณะที่ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน มองว่า สถานการณ์ดังกล่าวจะยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์สงครามการค้าโลก และส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย โดยสินค้าจีนก็จะยิ่งถูกผลักดันออกจากตลาดยุโรป และมีแนวโน้มไหลทะลักเข้าสู่ตลาดอาเซียน รวมถึงประเทศไทยมากขึ้น จากเดิมที่มีสินค้าจีนเข้ามาอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม วิกฤตดังกล่าวอาจเป็นโอกาสของประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะไทยและเวียดนาม ที่จะเข้าไปทดแทนสินค้าจีนในตลาดยุโรป หากสามารถผลิตสินค้าได้ตามมาตรฐานที่ยุโรปกำหนด แต่ก็เตือนว่า ผู้ส่งออกไทยต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากยุโรปอาจเข้มงวดในการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า เพื่อป้องกันการนำสินค้าจีนมาสวมสิทธิ์เป็นสินค้าไทยเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการทางการค้า ซึ่ง

หากไทยต้องการใช้โอกาสนี้ขยายตลาดในยุโรป จำเป็นต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าสินค้าส่วนใหญ่มีการผลิตภายในประเทศจริง มีสัดส่วนวัตถุดิบหรือ Local Content ตามเกณฑ์ที่กำหนด และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

เสียงสะท้อนของนักวิชาการ ชี้ให้เห็นว่า อียูใช้มาตรการเก็บภาษีสินค้า‘จีน’ 3 ยูโร เป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาสของไทยซึ่งโลกการค้าที่กติกาเปลี่ยนไปรวดเร็ว ไม่สามารถยึดโยงกับระบบเดิมภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) ทั้งมาตรการด้านภาษี มาตรฐานสินค้า และการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจะเตรียมพร้อมรับกฎระเบียบการค้าใหม่เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในเวทีการค้าโลก