วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม 2569

Login
Login

BLCP ชงยืดสัญญา PPA รับ Data Center ปลดล็อกค่าไฟแพง ดันตั้งกองทุนหนุนกรีน

ความท้าทายครั้งใหญ่กำลังเกิดขึ้นในภาคพลังงานของประเทศไทย เมื่อการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด (Energy Transition) ต้องบริหารจัดการควบคู่ไปกับความมั่นคงด้านกระแสไฟฟ้า โดยเฉพาะในยุคที่ประเทศไทยกำลังกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของกลุ่มทุนเทคโนโลยีระดับโลกในการเข้ามาลงทุนจัดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ทรงพลังและกินกระแสไฟฟ้ามหาศาล ท่ามกลางสถานการณ์ที่โรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) ยุคบุกเบิกกำลังทยอยหมดอายุสัญญาลงอย่างต่อเนื่องในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

นายยุทธนา เจริญวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด (BLCP) เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทได้ยื่นหนังสืออย่างเป็นทางการต่อกระทรวงพลังงาน เพื่อเสนอขอขยายอายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ขนาดกำลังการผลิตรวม 1,434 เมกะวัตต์ ออกไป หลังจากสัญญาฉบับเดิมกำลังจะสิ้นสุดลงในปี 2574 เพื่อเป็นทางเลือกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

ทั้งนี้ คาดว่าความชัดเจนในเรื่องดังกล่าวจะปรากฏภายในปี 2569 เนื่องจากภาครัฐอยู่ระหว่างการจัดทำและรอความชัดเจนของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ หรือ แผน PDP 2026 ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในกรอบเวลาเดียวกัน

สาเหตุสำคัญที่ภาครัฐจำเป็นต้องพิจารณาทางเลือกนี้อย่างเร่งด่วน เนื่องจากในช่วงปี 2573–2583 จะมีโรงไฟฟ้า IPP ทั้งที่ใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน ทยอยสิ้นสุดสัญญา PPA ลงพร้อมกันประมาณ 4-5 โรง ซึ่งจะทำให้กำลังการผลิตไฟฟ้าในระบบหายไปอย่างมีนัยสำคัญ สวนทางกับตัวเลขพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า (Electricity Demand) ของประเทศที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากการหลั่งไหลเข้ามาลงทุนของธุรกิจ Data Center หากไม่มีการเตรียมพร้อมรองรับที่ดีพอ อาจมีความเสี่ยงที่ประเทศจะเผชิญภาวะขาดแคลนพลังงานได้

ปรับโมเดลขายไฟตรง "บิ๊กเทค" ลุยประมูลไอพีพีใหม่

อย่างไรก็ดี บีแอลซีพีได้เตรียมแผนยุทธศาสตร์รองรับความเสี่ยงไว้แล้ว โดยนายยุทธนาระบุว่า หากท้ายที่สุดโรงไฟฟ้าบีแอลซีพีไม่ได้รับการขยายอายุสัญญา PPA จากภาครัฐ บริษัทก็มีแนวทางเลือกในการปรับโมเดลธุรกิจไปสู่การขายไฟฟ้าให้ผู้ประกอบการ Data Center โดยตรง

"ในระยะเริ่มแรกของธุรกิจ Data Center สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการมากที่สุดคือเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า (Power Reliability) ซึ่งมีความสำคัญมากกว่าการเข้าถึงพลังงานสะอาด 100% เต็มรูปแบบ โดยคาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกราว 5-10 ปี กว่าที่สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงถ่านหินจะค่อยๆ ลดบทบาทลงอย่างสิ้นเชิง" นายยุทธนา กล่าว

นอกจากนี้ บริษัทยังมองเห็นโอกาสทางธุรกิจจากสินทรัพย์ที่มีอยู่ โดยพื้นที่ที่เหลือบริเวณใกล้เคียงกับโรงไฟฟ้าบีแอลซีพีในปัจจุบัน ยังมีศักยภาพเพียงพอที่จะรองรับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ได้อีกราว 1,000 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทมีแผนความพร้อมที่จะเข้ายื่นประมูลโครงการ IPP ทันทีหากภาครัฐมีการเปิดประมูลในอนาคต เนื่องจากทำเลที่ตั้งในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ (Strategic Location) ที่มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมและมีศักยภาพสูงมาก

SMR-แอมโมเนีย คาดบรรจุปลายแผน PDP 2026

สำหรับทิศทางพลังงานสะอาดในอนาคต นายยุทธนากล่าวว่า บีแอลซีพีมีความสนใจและอยู่ระหว่างการศึกษาเทคโนโลยี **โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR)** อย่างใกล้ชิด รวมถึงโครงการ SMR แอมโมเนีย และเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS)

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่และมีต้นทุนราคาค่าไฟฟ้าที่ค่อนข้างสูง ส่งผลให้ภาครัฐมีแนวโน้มที่จะนำเทคโนโลยี SMR และ CCS ไปบรรจุไว้ในช่วงปลายแผน 15 ปีหลังของแผน PDP2026 ฉบับใหม่ โดยในช่วง 10 ปีแรกของแผน จะยังคงให้น้ำหนักและพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) เป็นหลักเพื่อควบคุมต้นทุนค่าครองชีพและค่าไฟฟ้ารวมของประเทศ

ชงตั้ง "กองทุนเปลี่ยนผ่านพลังงาน" ถอดโมเดลญี่ปุ่น

นอกจากนี้ นายยุทธนายังได้เปิดเผยถึงผลการหารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โดยบริษัทได้นำเสนอข้อคิดเห็นเชิงนโยบายว่า ในช่วงระยะเวลาของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) จากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาด ภาครัฐควรพิจารณาจัดตั้งกองทุนเพื่ออุดหนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ขึ้นมาเพื่อให้เงินสนับสนุนแก่ผู้ประกอบการภาคเอกชนที่ต้องการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตไปสู่ระบบที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ

แนวคิดนี้เป็นการถอดบทเรียนความสำเร็จมาจากต่างประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น ที่มีการจัดตั้งกองทุนในลักษณะเดียวกันนี้โดยกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (METI) ซึ่งมีมูลค่านับหมื่นล้านบาท โดยในส่วนของประเทศไทย เสนอให้โครงสร้างงบประมาณของกองทุนดังกล่าวมาจากการระดมทุนร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน

ขณะเดียวกัน บีแอลซีพีได้เริ่มขับเคลื่อนในภาคปฏิบัติแล้ว โดยก่อนหน้านี้ได้ร่วมมือกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อศึกษาการจัดหาแอมโมเนียคาร์บอนต่ำ (Low-carbon Ammonia) สำหรับนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงผสมร่วม (Co-firing) ในโรงไฟฟ้า BLCP โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างร่วมกันศึกษาตลาด เจรจากับผู้ผลิต และผลักดันเชิงนโยบายกับภาครัฐ เพื่อให้แอมโมเนียสามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

การร่วมมือดังกล่าวจะครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนการสาธิต (Demonstration) ไปจนถึงการพัฒนาสู่ระดับพาณิชย์ (Commercial) เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างสมดุลและยั่งยืน

ข้อเสนอของ BLCP ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการดิ้นรนเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางธุรกิจของค่ายพลังงานยักษ์ใหญ่ แต่คือการโยนโจทย์ข้อนึกคิดสำคัญให้แก่ผู้กำหนดนโยบายพลังงานไทย ว่าภายใต้ "แผน PDP2026" ที่กำลังจะคลอดออกมานั้น รัฐจะเลือกบาลานซ์สมการสามเส้าอย่างไร ระหว่างความมั่นคงของระบบไฟฟ้ารองรับทุนนอก ราคาค่าไฟที่ประชาชนแบกรับได้ และเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ เพราะหากคำนวณพลาดเพียงนิดเดียว ราคาที่ประเทศไทยต้องจ่ายอาจหมายถึงโอกาสการเป็น Hub ดิจิทัลของภูมิภาคที่ต้องหลุดลอยไป