การลงทุนภาครัฐกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณ รัฐบาลจึงใช้วิธีการนอกงบประมาณด้วยการส่งเสริมการลงทุนผ่านการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public Private Partnership: PPP) รวมไปถึงกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Thailand Future Fund) เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ
นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สบน. ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ในฐานะคณะอนุกรรมการศึกษาการระดมทุนเพื่อลดการใช้หนี้สาธารณะ อยู่ระหว่างพิจารณาและคัดเลือกโครงการภาครัฐที่มีศักยภาพ เพื่อนำมาระดมทุนผ่าน "กองทุรวมโครงสร้างพื้นฐาน" โดยมีเป้าหมายเพื่อลดภาระหนี้สาธารณะของประเทศ ซึ่งมีกำหนดการประชุมในเดือนก.ค.นี้
ดึงรายได้ "ทางด่วน" ต่อยอด "ทางใหม่"
สำหรับกลไกของการระดมทุนครั้งนี้ จะใช้กลยุทธ์การนำโครงการประเภท “Brownfield” หรือโครงการที่ดำเนินการสร้างเสร็จและมีรายได้ไหลเข้าอย่างต่อเนื่องแล้ว เช่น โครงข่ายถนนหรือทางด่วนของกรมทางหลวง มาเป็นสินทรัพย์อ้างอิงเพื่อระดมเงินเข้ากองทุนฯ จากนั้นจะนำเม็ดเงินก้อนนี้ไปใช้เป็นทุนสนับสนุนการก่อสร้างโครงการประเภท "Greenfield" หรือโครงการใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นก่อสร้าง
แนวทางนี้จะช่วยให้รัฐบาลมีเม็ดเงินไปสร้างสาธารณูปโภคใหม่ๆ ได้ โดยไม่เพิ่มเพดานหนี้ ส่วนโครงการขนาดใหญ่ (Mega Project) ที่มีศักยภาพในเชิงพาณิชย์สูง รัฐบาลจะยังคงสนับสนุนให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP เป็นหลัก
แนวทางนี้จะช่วยให้รัฐบาลมีเม็ดเงินไปสร้างสาธารณูปโภคใหม่ๆ ได้ โดยไม่เพิ่มเพดานหนี้ ส่วนโครงการขนาดใหญ่ (Mega Project) ที่มีศักยภาพในเชิงพาณิชย์สูง รัฐบาลจะยังคงสนับสนุนให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในรูปแบบ PPP เป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม นางจินดารัตน์ กล่าวว่า การจัดตั้งกองทุนฯ ในขณะนี้มุ่งเน้นไปที่การจัดหาเงินทุนเพื่อสนับสนุนการก่อสร้างโครงการใหม่ตามปกติ ยังไม่ได้รวมไปถึงแนวคิดการตั้งกองทุนเพื่อซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า
กู้ระยะสั้นอุดรอยต่อ คาดสรุปชัดปีงบฯ 70
ทั้งนี้ การเปลี่ยนผ่านรูปแบบการระดมทุนมาสู่การใช้กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ไม่สามารถปรับเปลี่ยนทันทีแต่จะระยะเวลาช่วงรอยต่อ (Transition Period) เพื่อไม่ให้การดำเนินโครงการของหน่วยงานต่างๆ ต้องสะดุดลง และเพื่อควบคุมต้นทุนทางการเงินไม่ให้สูงจนเกินไป
ในช่วงที่กองทุนฯ ยังเตรียมการไม่แล้วเสร็จ สบน. อาจจะยังต้องพึ่งพาการกู้เงินระยะสั้น (Short-term loan) หรือการทยอยกู้เงินเพื่อสนับสนุนโครงการไปพลางก่อน จนกว่ากองทุนฯ จะมีความพร้อม
ส่วนประเด็นรูปแบบการตั้งกองทุนฯ ว่าจะใช้กองทุนโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มีอยู่แล้ว หรือเปิดกองทุนขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ขณะนี้อยู่ระหว่างการเปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย หากเลือกใช้กองทุนเดิมอาจเผชิญกับความซับซ้อนในการบริหารจัดการ แต่หากแยกตั้งกองทุนใหม่จะช่วยให้การกำกับดูแลโครงการขนาดใหญ่คล่องตัวมากกว่า ซึ่งคาดว่าจะชัดเจนได้ในปีงบประมาณ 2570
เบื้องต้น โครงการนำร่องที่มีศักยภาพพร้อมเข้าร่วมกองทุนฯ มากที่สุด คือกลุ่มโครงข่ายถนนและทางด่วน ภายใต้การกำกับดูแลของกรมทางหลวง ซึ่งการดำเนินการทั้งหมดจะยึดหลักความเหมาะสม และต้องไม่เป็นการเพิ่มภาระต้นทุนทางการเงินของภาครัฐในระยะยาว


