วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม 2569

Login
Login

5 เงื่อนไขเลิกสัญญา 'ไฮสปีดเทรน' สกพอ.ชี้ชะตา CP 15 ก.ค.นี้

โครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) เชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) เริ่มขั้นตอนการประมูลเมื่อปี 2561 โดยกลุ่ม CP ชนะประมูล ขอรับเงินร่วมลงทุนจากรัฐ 117,226 ล้านบาท และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ลงนามกับบริษัทเอเชีย เอราวัน จำกัด ที่มีกลุ่ม CP เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เมื่อวันที่ 24 ต.ค.2562

จากนั้นเกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้กลุ่ม CP ขอรับการเยียวยาผลกระทบ โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแก้สัญญาเพื่อเยียวยาผลกระทบเมื่อวันที่ 19 ต.ค.2564 ก่อนที่กลุ่ม CP จะเข้าบริหารแอร์พอร์ตเรลลิงก์ แต่การเจรจาแก้ไขสัญญายืดเยื้อและไม่มีข้อสรุปถึงปัจจุบัน

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO นัดประชุมคณะกรรมการบริหารสัญญาร่วมลงทุนวันที่ 15 ก.ค.2569 เพื่อหาทางออกที่เป็นไปได้ที่จะนำเสนอคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า การหารือดังกล่าวสืบเนื่องจากคณะทำงานร่วม 3 ฝ่าย ประกอบด้วย  สกพอ., รฟท.และบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ยืนยันแนวทางที่จะเสนอ กพอ.ในเดือน ส.ค.2569 มี 2 ทางเลือก คือ

1.แนวทางแก้ไขสัญญาเป็นไปตามมติ กพอ.เดิม ซึ่งหาก กพอ.เห็นชอบตามแนวทางนี้จะเดินหน้าโครงการตามเงื่อนไขที่หารือไว้ และเป็นไปตามร่างสัญญาแก้ไขที่อัยการสูงสุดตรวจสอบ โดยต่อไปจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขออนุมัติแก้ไขหลักการและลงนามแก้ไขสัญญาร่วมทุน

2.แนวทางสิ้นสุดสัญญา โดยกรณีนี้จะเกิดขึ้น หาก กพอ.พิจารณาแล้วเห็นว่าแก้ไขสัญญาตามมติ กพอ.ไม่ได้จะนำไปสู่กระบวนการพิจารณาเหตุแห่งการสิ้นสุดสัญญา ซึ่ง รฟท.และเอกชนคู่สัญญาต้องกลับมาพิจารณาข้อกฎหมาย

ไฮสปีดเทรนสำคัญต่อ “อู่ตะเภา”

แหล่งข่าว กล่าวว่า รถไฟความเร็วสูงมีความสำคัญต่อ EEC โดยเฉพาะโครงการท่าอากาศยานอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกที่จะเป็นศูนย์กลางการเดินทางทางอากาศ จึงต้องมีระบบขนส่งเชื่อมโยงการเดินทางและขนส่งสินค้า อีกทั้งแผนพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภาระบุว่ามีสถานีรถไฟความเร็วสูงเชื่อมเข้าอาคารผู้โดยสารเพื่ออำนวยความสะดวก ดังนั้นจึงเป็นโครงการที่จำเป็นต้องพัฒนา

ทั้งนี้ หาก กพอ.พิจารณาสิ้นสุดสัญญาร่วมทุนกับกลุ่มซีพี แต่นโยบายรัฐบาลมองว่าไฮสปีดเทรนมีความจำเป็นเพื่อเชื่อมการเดินทางและการขนส่งต้องเปิดประกวดราคาอีกครั้ง ซึ่งหากเลือกแนวทางนี้มีความจำเป็นต้องศึกษารูปแบบการเปิดให้เอกชนร่วมลงทุน (PPP) เพื่อให้จูงใจต่อการลงทุน คุ้มค่าต่อการลงทุน และรัฐบาลต้องไม่เสียประโยชน์

โดยรูปแบบ PPP ปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบ ประกอบด้วย 

1.PPP Net Cost ภาครัฐรับผิดชอบการลงทุนก่อสร้างงานโยธาและงานระบบ ขณะที่ภาคเอกชนรับผิดชอบการเดินระบบและบำรุงรักษา และได้รับสิทธิจัดเก็บรายได้ 

2.PPP Gross Cost ภาครัฐลงทุนงานโยธา ขณะที่ภาคเอกชนลงทุนงานระบบและขบวนรถ โดยเอกชนจัดเก็บรายได้ให้รัฐและได้รับค่าตอบแทนตามคุณภาพการให้บริการ

3.Modified Gross Cost ภาครัฐลงทุนงานโยธา ขณะที่ภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุนงานระบบ จัดหาขบวนรถและเดินรถ พร้อมนำส่งรายได้ให้ภาครัฐทั้งหมด โดยเอกชนได้รับการจ่ายค่าตอบแทนคงที่ รวมทั้งได้รับค่าตอบแทนพิเศษหากรายได้จากการดำเนินงานสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด

คาดอาจต้องเปิดประมูลใหม่

แหล่งข่าว กล่าวว่า เชื่อว่ามีความจำเป็นต้องพัฒนารถไฟความเร็วสูง เพราะเมืองการบินเป็นโครงการลงทุนใหญ่ต้องการระบบขนส่งเชื่อมผู้โดยสารและสินค้า รวมทั้งเอกชนที่ลงทุนพัฒนาเมืองการบินได้โรดโชว์ดึงดูดนักลงทุนภายใต้เงื่อนไขมีไฮสปีดเทรน ดังนั้นเชื่อว่าโครงการนี้ท้ายที่สุดต้องเปิดประมูลใหม่ แต่จะเป็นเงื่อนไขใดต้องพิจารณา

สำหรับแนวทางในการพัฒนาหลังจากสิ้นสุดสัญญากับกลุ่มซีพี โดยภาครัฐไม่สามารถเรียกผู้ยื่นข้อเสนอรายที่ 2 คือ กลุ่มกิจการร่วมค้า BSR ประกอบด้วย บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์จำกัด (มหาชน), บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่นจำกัด (มหาชน), บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้งจำกัด (มหาชน) มาเจรจาได้ 

“กระบวนการประมูลเมื่อปี 2561 สิ้นสุดไปแล้ว อีกทั้งข้อเสนอของ BSR ยังไม่สอดคล้องกับสถานการณ์การลงทุนในปัจจุบัน”

ส่วนกรณีข้อเสนอของกลุ่มซีพีที่ระบุว่าหากไม่สามารถแก้ไขสัญญาร่วมทุนได้ ก็จำเป็นต้องเลิกสัญญานั้น ยืนยันว่าภายใต้สัญญาร่วมลงทุนดำเนินการได้ เนื่องจากระบุกรณีหากคู่สัญญาดำเนินการไม่ได้ตามข้อตกลง และมีเหตุให้ดำเนินโครงการไม่ได้ ถือว่ามีเหตุแห่งการสิ้นสุดสัญญา ส่วนคู่สัญญาจะลงทุนหรือสูญเสียโอกาสส่วนใดเป็นกระบวนการที่ฝ่ายกฎหมายต้องพิจารณาและเข้ากระบวนการเจรจา

สำหรับเงื่อนไขระบุในสัญญาที่จะสามารถนำมาเจรจาไปสู่เหตุแห่งการสิ้นสุดสัญญามี 5 เงื่อนไข ดังนี้

1.เลิกสัญญาเมื่อครบกำหนดสัญญาสัมปทาน 50 ปี

2.รฟท.ส่งมอบพื้นที่ไม่เรียบร้อย และทำให้ออกหนังสือเริ่มงาน หรือ NTP ไม่ได้

3.เกิดเหตุสุดวิสัยที่ส่งผลกระทบต่อโครงการ

4.เกิดความผิดที่เกิดขึ้นจากคู่สัญญาเอกชน หรือภาครัฐ

5.มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายรัฐบาล

5 เงื่อนไขเลิกสัญญา 'ไฮสปีดเทรน' สกพอ.ชี้ชะตา CP 15 ก.ค.นี้

สกพอ.ชี้พัฒนารถไฟทางคู่แทนได้

นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการ สกพอ.เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า หาก กพอ.เลือกแนวทางสิ้นสุดสัญญาร่วมทุนกับกลุ่มซีพี โดย สกพอ.ยืนยันยังไม่มีข้อเสนอเปิดประมูลใหม่ เนื่องจากโมเดลการลงทุนแบบเดิมไม่ดึงดูดการลงทุน อีกทั้งหากจะประมูลใหม่ต้องใช้เวลาถึง 2 ปี ทำให้โครงข่ายระบบราง EEC ล่าช้าไปอีก

“วิธีการดีสุดขณะนี้ คือ นำของที่มีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยพัฒนารถไฟทางคู่และเชื่อมเส้นทางรถไฟให้มีประสิทธิภาพ เร่งโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก และช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง (Missing Link) เพื่อให้เชื่อมต่อแอร์พอร์ตเรลลิงก์ ที่จะเชื่อมการเดินทางจากดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา”

นายจุฬา กล่าวว่า รฟท.มีแนวเส้นทางรถไฟทางคู่สายตะวันออก ดังนั้น สกพอ.มองว่าควรจะนำเงินการลงทุนไฮสปีดเทรน 1.2 แสนล้านบาท มาเร่งพัฒนารถไฟสายตะวันออกให้มีประสิทธิภาพ เชื่อมการเดินทางรถไฟฟ้าสายสีแดงที่ทำความเร็วสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และจากนั้นพัฒนาเส้นทางเดินรถเชื่อมรถไฟทางคู่เข้า EEC

ทั้งนี้ สกพอ.ยืนยันแนวทางที่เหมาะสมขณะนี้ เป็นการใช้ประโยชน์จากโครงข่ายระบบรถไฟให้มีประสิทธิภาพขึ้น เพราะดีมานด์การขนส่งทางรางใน EEC ขณะนี้อาจไม่จำเป็นต้องลงทุนไฮสปีดเทรน แต่ใช้ระบบรางที่ทำความเร็วสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้

รวมทั้ง สกพอ.จะหารือ รฟท.ให้เร่งลงทุนรถไฟสายสีแดง Missing Link รวมถึงปรับรางรถไฟทางคู่ให้รองรับการใช้งาน หลังจากนั้นเมื่อโครงสร้างระบบรางมีความพร้อมยังเปิดให้เอกชนร่วมใช้ราง (Open Access) เพื่อให้บริการเส้นทางรถไฟรองรับดีมานด์ EEC

CP ลงทุนไปแล้ว 1.2 หมื่นล้าน

นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) กล่าวว่า CP ยืนยันความมุ่งมั่นร่วมพัฒนารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เพราะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ยกระดับศักยภาพการแข่งขันประเทศ โดยที่ผ่านมาลงทุนแล้ว 12,000 ล้านบาท และพร้อมหารือภาครัฐหาแนวทางเหมาะสม และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ ภายใต้หลักการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP)

นายศุภชัย กล่าวว่า แม้ธุรกิจรถไฟไม่ใช่ธุรกิจหลักของ CP แต่เมื่อภาครัฐเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทำให้เข้าร่วมประมูลด้วยความเชื่อมั่นจะเป็นกลไกสำคัญยกระดับระบบคมนาคมเชื่อมสนามบินหลักสนับสนุน EEC และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันประเทศ

“หากไม่เชื่อมั่นคงไม่ร่วมประมูล ไม่ลงนามสัญญาร่วมลงทุน และไม่ลงทุนในโครงการไปแล้ว 12,000 ล้านบาท” นายศุภชัย กล่าว

CP แจงสารพัดปัจจัยกระทบโครงการ

รวมทั้งนับตั้งแต่ลงนามสัญญาร่วมลงทุนปลายปี 2562 ต้องเผชิญความท้าทายจากหลายปัจจัยทั้งโควิด-19 ความผันผวนเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงต้นทุนการลงทุน และสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปจากช่วงเริ่มโครงการอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะเดียวกันโครงการมีข้อจำกัดการส่งมอบพื้นที่ก่อสร้าง ซึ่งยังไม่ครบตามเงื่อนไขในสัญญา โดยเฉพาะการรื้อย้ายสาธารณูปโภค และการดำเนินงานบางพื้นที่ทำให้การก่อสร้างเดินหน้าไม่ได้เต็มศักยภาพ

“โครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ความสำเร็จต้องอาศัยความร่วมมือทุกฝ่ายแก้อุปสรรค และปรับแนวทางให้สอดคล้องสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป” นายศุภชัย กล่าว

นายศุภชัย กล่าวว่า บริษัทได้หารือภาครัฐต่อเนื่องเพื่อพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมผลักดันโครงการ โดยยึดหลักการรักษาผลประโยชน์ประเทศ ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย และการสร้างความเชื่อมั่นการลงทุนระยะยาว

สำหรับแนวทางที่อยู่ระหว่างการพิจารณาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการหารือร่วมกันภายใต้กรอบสัญญาและกฎหมาย เพื่อให้ทุกฝ่ายหาข้อยุติที่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป โดยมีเป้าหมายรักษาผลประโยชน์ประเทศและทำให้โครงการเดินหน้าต่อได้

“CP พร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างสร้างสรรค์ทุกแนวทาง เพื่อให้โครงการนี้เดินหน้าต่อบนพื้นฐานความร่วมมือ ความโปร่งใส ความเป็นธรรม และประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ นักลงทุน และประชาชน” นายศุภชัย กล่าว