โครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) เชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) เริ่มขั้นตอนการประมูลเมื่อปี 2561 โดยกลุ่ม CP ชนะประมูล ขอรับเงินร่วมลงทุนจากรัฐ 117,226 ล้านบาท และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ลงนามกับบริษัทเอเชีย เอราวัน จำกัด ที่มีกลุ่ม CP เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เมื่อวันที่ 24 ต.ค.2562
จากนั้นเกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้กลุ่ม CP ขอรับการเยียวยาผลกระทบ โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแก้สัญญาเพื่อเยียวยาผลกระทบเมื่อวันที่ 19 ต.ค.2564 ก่อนที่กลุ่ม CP จะเข้าบริหารแอร์พอร์ตเรลลิงก์ แต่การเจรจาแก้ไขสัญญายืดเยื้อและไม่มีข้อสรุปถึงปัจจุบัน
สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO นัดประชุมคณะกรรมการบริหารสัญญาร่วมลงทุนวันที่ 15 ก.ค.2569 เพื่อหาทางออกที่เป็นไปได้ที่จะนำเสนอคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน
แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า การหารือดังกล่าวสืบเนื่องจากคณะทำงานร่วม 3 ฝ่าย ประกอบด้วย สกพอ., รฟท.และบริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ยืนยันแนวทางที่จะเสนอ กพอ.ในเดือน ส.ค.2569 มี 2 ทางเลือก คือ
1.แนวทางแก้ไขสัญญาเป็นไปตามมติ กพอ.เดิม ซึ่งหาก กพอ.เห็นชอบตามแนวทางนี้จะเดินหน้าโครงการตามเงื่อนไขที่หารือไว้ และเป็นไปตามร่างสัญญาแก้ไขที่อัยการสูงสุดตรวจสอบ โดยต่อไปจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขออนุมัติแก้ไขหลักการและลงนามแก้ไขสัญญาร่วมทุน
2.แนวทางสิ้นสุดสัญญา โดยกรณีนี้จะเกิดขึ้น หาก กพอ.พิจารณาแล้วเห็นว่าแก้ไขสัญญาตามมติ กพอ.ไม่ได้จะนำไปสู่กระบวนการพิจารณาเหตุแห่งการสิ้นสุดสัญญา ซึ่ง รฟท.และเอกชนคู่สัญญาต้องกลับมาพิจารณาข้อกฎหมาย
ไฮสปีดเทรนสำคัญต่อ “อู่ตะเภา”
แหล่งข่าว กล่าวว่า รถไฟความเร็วสูงมีความสำคัญต่อ EEC โดยเฉพาะโครงการท่าอากาศยานอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกที่จะเป็นศูนย์กลางการเดินทางทางอากาศ จึงต้องมีระบบขนส่งเชื่อมโยงการเดินทางและขนส่งสินค้า อีกทั้งแผนพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภาระบุว่ามีสถานีรถไฟความเร็วสูงเชื่อมเข้าอาคารผู้โดยสารเพื่ออำนวยความสะดวก ดังนั้นจึงเป็นโครงการที่จำเป็นต้องพัฒนา
ทั้งนี้ หาก กพอ.พิจารณาสิ้นสุดสัญญาร่วมทุนกับกลุ่มซีพี แต่นโยบายรัฐบาลมองว่าไฮสปีดเทรนมีความจำเป็นเพื่อเชื่อมการเดินทางและการขนส่งต้องเปิดประกวดราคาอีกครั้ง ซึ่งหากเลือกแนวทางนี้มีความจำเป็นต้องศึกษารูปแบบการเปิดให้เอกชนร่วมลงทุน (PPP) เพื่อให้จูงใจต่อการลงทุน คุ้มค่าต่อการลงทุน และรัฐบาลต้องไม่เสียประโยชน์
โดยรูปแบบ PPP ปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบ ประกอบด้วย
1.PPP Net Cost ภาครัฐรับผิดชอบการลงทุนก่อสร้างงานโยธาและงานระบบ ขณะที่ภาคเอกชนรับผิดชอบการเดินระบบและบำรุงรักษา และได้รับสิทธิจัดเก็บรายได้
2.PPP Gross Cost ภาครัฐลงทุนงานโยธา ขณะที่ภาคเอกชนลงทุนงานระบบและขบวนรถ โดยเอกชนจัดเก็บรายได้ให้รัฐและได้รับค่าตอบแทนตามคุณภาพการให้บริการ
3.Modified Gross Cost ภาครัฐลงทุนงานโยธา ขณะที่ภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุนงานระบบ จัดหาขบวนรถและเดินรถ พร้อมนำส่งรายได้ให้ภาครัฐทั้งหมด โดยเอกชนได้รับการจ่ายค่าตอบแทนคงที่ รวมทั้งได้รับค่าตอบแทนพิเศษหากรายได้จากการดำเนินงานสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
คาดอาจต้องเปิดประมูลใหม่
แหล่งข่าว กล่าวว่า เชื่อว่ามีความจำเป็นต้องพัฒนารถไฟความเร็วสูง เพราะเมืองการบินเป็นโครงการลงทุนใหญ่ต้องการระบบขนส่งเชื่อมผู้โดยสารและสินค้า รวมทั้งเอกชนที่ลงทุนพัฒนาเมืองการบินได้โรดโชว์ดึงดูดนักลงทุนภายใต้เงื่อนไขมีไฮสปีดเทรน ดังนั้นเชื่อว่าโครงการนี้ท้ายที่สุดต้องเปิดประมูลใหม่ แต่จะเป็นเงื่อนไขใดต้องพิจารณา
สำหรับแนวทางในการพัฒนาหลังจากสิ้นสุดสัญญากับกลุ่มซีพี โดยภาครัฐไม่สามารถเรียกผู้ยื่นข้อเสนอรายที่ 2 คือ กลุ่มกิจการร่วมค้า BSR ประกอบด้วย บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์จำกัด (มหาชน), บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่นจำกัด (มหาชน), บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้งจำกัด (มหาชน) มาเจรจาได้
“กระบวนการประมูลเมื่อปี 2561 สิ้นสุดไปแล้ว อีกทั้งข้อเสนอของ BSR ยังไม่สอดคล้องกับสถานการณ์การลงทุนในปัจจุบัน”
ส่วนกรณีข้อเสนอของกลุ่มซีพีที่ระบุว่าหากไม่สามารถแก้ไขสัญญาร่วมทุนได้ ก็จำเป็นต้องเลิกสัญญานั้น ยืนยันว่าภายใต้สัญญาร่วมลงทุนดำเนินการได้ เนื่องจากระบุกรณีหากคู่สัญญาดำเนินการไม่ได้ตามข้อตกลง และมีเหตุให้ดำเนินโครงการไม่ได้ ถือว่ามีเหตุแห่งการสิ้นสุดสัญญา ส่วนคู่สัญญาจะลงทุนหรือสูญเสียโอกาสส่วนใดเป็นกระบวนการที่ฝ่ายกฎหมายต้องพิจารณาและเข้ากระบวนการเจรจา
สำหรับเงื่อนไขระบุในสัญญาที่จะสามารถนำมาเจรจาไปสู่เหตุแห่งการสิ้นสุดสัญญามี 5 เงื่อนไข ดังนี้
1.เลิกสัญญาเมื่อครบกำหนดสัญญาสัมปทาน 50 ปี
2.รฟท.ส่งมอบพื้นที่ไม่เรียบร้อย และทำให้ออกหนังสือเริ่มงาน หรือ NTP ไม่ได้
3.เกิดเหตุสุดวิสัยที่ส่งผลกระทบต่อโครงการ
4.เกิดความผิดที่เกิดขึ้นจากคู่สัญญาเอกชน หรือภาครัฐ
5.มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายรัฐบาล
สกพอ.ชี้พัฒนารถไฟทางคู่แทนได้
นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการ สกพอ.เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า หาก กพอ.เลือกแนวทางสิ้นสุดสัญญาร่วมทุนกับกลุ่มซีพี โดย สกพอ.ยืนยันยังไม่มีข้อเสนอเปิดประมูลใหม่ เนื่องจากโมเดลการลงทุนแบบเดิมไม่ดึงดูดการลงทุน อีกทั้งหากจะประมูลใหม่ต้องใช้เวลาถึง 2 ปี ทำให้โครงข่ายระบบราง EEC ล่าช้าไปอีก
“วิธีการดีสุดขณะนี้ คือ นำของที่มีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยพัฒนารถไฟทางคู่และเชื่อมเส้นทางรถไฟให้มีประสิทธิภาพ เร่งโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก และช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง (Missing Link) เพื่อให้เชื่อมต่อแอร์พอร์ตเรลลิงก์ ที่จะเชื่อมการเดินทางจากดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา”
นายจุฬา กล่าวว่า รฟท.มีแนวเส้นทางรถไฟทางคู่สายตะวันออก ดังนั้น สกพอ.มองว่าควรจะนำเงินการลงทุนไฮสปีดเทรน 1.2 แสนล้านบาท มาเร่งพัฒนารถไฟสายตะวันออกให้มีประสิทธิภาพ เชื่อมการเดินทางรถไฟฟ้าสายสีแดงที่ทำความเร็วสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และจากนั้นพัฒนาเส้นทางเดินรถเชื่อมรถไฟทางคู่เข้า EEC
ทั้งนี้ สกพอ.ยืนยันแนวทางที่เหมาะสมขณะนี้ เป็นการใช้ประโยชน์จากโครงข่ายระบบรถไฟให้มีประสิทธิภาพขึ้น เพราะดีมานด์การขนส่งทางรางใน EEC ขณะนี้อาจไม่จำเป็นต้องลงทุนไฮสปีดเทรน แต่ใช้ระบบรางที่ทำความเร็วสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้
รวมทั้ง สกพอ.จะหารือ รฟท.ให้เร่งลงทุนรถไฟสายสีแดง Missing Link รวมถึงปรับรางรถไฟทางคู่ให้รองรับการใช้งาน หลังจากนั้นเมื่อโครงสร้างระบบรางมีความพร้อมยังเปิดให้เอกชนร่วมใช้ราง (Open Access) เพื่อให้บริการเส้นทางรถไฟรองรับดีมานด์ EEC
CP ลงทุนไปแล้ว 1.2 หมื่นล้าน
นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) กล่าวว่า CP ยืนยันความมุ่งมั่นร่วมพัฒนารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เพราะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ยกระดับศักยภาพการแข่งขันประเทศ โดยที่ผ่านมาลงทุนแล้ว 12,000 ล้านบาท และพร้อมหารือภาครัฐหาแนวทางเหมาะสม และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ ภายใต้หลักการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP)
นายศุภชัย กล่าวว่า แม้ธุรกิจรถไฟไม่ใช่ธุรกิจหลักของ CP แต่เมื่อภาครัฐเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทำให้เข้าร่วมประมูลด้วยความเชื่อมั่นจะเป็นกลไกสำคัญยกระดับระบบคมนาคมเชื่อมสนามบินหลักสนับสนุน EEC และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันประเทศ
“หากไม่เชื่อมั่นคงไม่ร่วมประมูล ไม่ลงนามสัญญาร่วมลงทุน และไม่ลงทุนในโครงการไปแล้ว 12,000 ล้านบาท” นายศุภชัย กล่าว
CP แจงสารพัดปัจจัยกระทบโครงการ
รวมทั้งนับตั้งแต่ลงนามสัญญาร่วมลงทุนปลายปี 2562 ต้องเผชิญความท้าทายจากหลายปัจจัยทั้งโควิด-19 ความผันผวนเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงต้นทุนการลงทุน และสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปจากช่วงเริ่มโครงการอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะเดียวกันโครงการมีข้อจำกัดการส่งมอบพื้นที่ก่อสร้าง ซึ่งยังไม่ครบตามเงื่อนไขในสัญญา โดยเฉพาะการรื้อย้ายสาธารณูปโภค และการดำเนินงานบางพื้นที่ทำให้การก่อสร้างเดินหน้าไม่ได้เต็มศักยภาพ
“โครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ความสำเร็จต้องอาศัยความร่วมมือทุกฝ่ายแก้อุปสรรค และปรับแนวทางให้สอดคล้องสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป” นายศุภชัย กล่าว
นายศุภชัย กล่าวว่า บริษัทได้หารือภาครัฐต่อเนื่องเพื่อพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมผลักดันโครงการ โดยยึดหลักการรักษาผลประโยชน์ประเทศ ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย และการสร้างความเชื่อมั่นการลงทุนระยะยาว
สำหรับแนวทางที่อยู่ระหว่างการพิจารณาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการหารือร่วมกันภายใต้กรอบสัญญาและกฎหมาย เพื่อให้ทุกฝ่ายหาข้อยุติที่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป โดยมีเป้าหมายรักษาผลประโยชน์ประเทศและทำให้โครงการเดินหน้าต่อได้
“CP พร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างสร้างสรรค์ทุกแนวทาง เพื่อให้โครงการนี้เดินหน้าต่อบนพื้นฐานความร่วมมือ ความโปร่งใส ความเป็นธรรม และประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ นักลงทุน และประชาชน” นายศุภชัย กล่าว


