วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ภราดรแจงรัฐบาลลดงบฯจังหวัดลดความซ้ำซ้อน จัดงบฯตอบโจทย์พื้นที่-ไม่ลดงบฯท้องถิ่น

วันนี้ (30 มิ.ย.2569) เวลา 18.05 น. ที่อาคารรัฐสภา นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร กรณีมีการอภิปรายตัดงบจังหวัดและกลุ่มจังหวัด โดยยืนยันว่า การปรับลดงบประมาณดังกล่าวไม่ใช่การลดความสำคัญของการพัฒนาพื้นที่ แต่เป็นการจัดระเบียบการใช้งบประมาณให้กลับไปตรงตามวัตถุประสงค์ ไม่ให้ซ้ำซ้อนกับภารกิจของหน่วยงานหลัก

นายภราดร กล่าวว่า ที่ผ่านมาหลายปี งบจังหวัดและกลุ่มจังหวัดจำนวนมากถูกนำไปใช้กับงานถนนและแหล่งน้ำขนาดเล็กเป็นหลัก โดยมีสัดส่วนสูงถึง 80-90% ของโครงการทั้งหมด ทั้งที่งบส่วนนี้ควรใช้เพื่อให้จังหวัดคิดแผนพัฒนา สร้างงาน ยกระดับคุณภาพชีวิต หรือทำโครงการที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้จังหวัด ไม่ใช่เป็นช่องทางทำงานที่มีหน่วยงานประจำรับผิดชอบอยู่แล้ว

 ถนนและแหล่งน้ำมีหน่วยงานเจ้าภาพโดยตรง ทั้งกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และกรมชลประทาน ซึ่งมีหน้าที่จัดลำดับความสำคัญของโครงการเร่งด่วนในแต่ละปี หากปล่อยให้โครงการเหล่านี้ไปอยู่ในงบจังหวัดมากเกินไป จะทำให้งบพัฒนาพื้นที่ถูกใช้ผิดเป้าหมาย และไม่ตอบโจทย์การยกระดับจังหวัดในระยะยาว
ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงต้องวางกติกาใหม่ผ่านคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ หรือ กนบ. เพื่อไม่ให้งบจังหวัดถูกใช้กับภารกิจที่ซ้ำกับหน่วยงานหลัก แต่ให้กลับไปเน้นงานพัฒนาที่สร้างรายได้จริง เช่น การยกระดับแหล่งท่องเที่ยว การสร้างมูลค่าเพิ่มให้ชุมชน และโครงการที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจของแต่ละจังหวัด

นายภราดร กล่าวว่า การปรับลดงบจังหวัดครั้งนี้เกิดขึ้นหลายหมื่นล้านบาท และกระทรวงที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือกระทรวงมหาดไทย ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี แต่รัฐบาลยังยืนยันหลักการ เพราะต้องการให้งบประมาณถูกใช้ตามเป้าหมาย ไม่ใช่ปล่อยให้โครงการที่ควรอยู่ในหน่วยงานหลักถูกโยกมาอยู่ในงบจังหวัด

ส่วนข้อกล่าวหาว่าการตัดงบจังหวัดขัดกับหลักการกระจายอำนาจนั้น  ต้องแยกให้ชัดว่า งบจังหวัดและกลุ่มจังหวัดไม่ใช่การกระจายอำนาจที่แท้จริง แต่เป็นการแบ่งอำนาจ เพราะอำนาจบริหารยังอยู่ในส่วนกลางผ่านกระทรวงมหาดไทย

นายภราดร กล่าวว่า การกระจายอำนาจที่แท้จริงต้องส่งงบประมาณลงสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อปท. ซึ่งปีนี้งบท้องถิ่นไม่ได้ลดลงเหมือนหลายหน่วยงาน แต่ได้รับการจัดสรรเพิ่มขึ้น แม้ยังไม่ถึงเป้าหมาย 35% ตามข้อจำกัดด้านงบประมาณ

ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมในการจัดสรรงบลงท้องถิ่น โดยท้องถิ่นขนาดใหญ่ที่มีรายได้มากหรือมีเงินสะสมสูงจะได้รับเงินอุดหนุนเฉพาะกิจลดลง ขณะที่ท้องถิ่นขนาดเล็ก โดยเฉพาะเทศบาลตำบล ได้รับการจัดสรรเพิ่มขึ้นเกือบทุกแห่ง เพื่อให้เงินงบประมาณลงไปตอบโจทย์ประชาชนฐานรากอย่างแท้จริง ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับความใกล้ชิดทางการเมืองหรือความใกล้ชิดกับสำนักงบประมาณ