กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประกาศสนับสนุนกระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ในการปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เหล็กเส้น เพื่อยกระดับความปลอดภัยของสิ่งก่อสร้างไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
ภายหลังคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) มีมติเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.2569 เห็นชอบในหลักการให้ มอก. 24 เหล็กข้ออ้อย ซึ่งเป็นเหล็กโครงสร้างหลักของงานก่อสร้าง ต้องผลิตด้วยกรรมวิธี Basic Oxygen Furnace (BO) และ Electric Arc Furnace (EF) เท่านั้น
นายบัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ส.อ.ท. กล่าวว่า ภายหลังมติของ กมอ. มีการสื่อสาร และวิพากษ์วิจารณ์ในบางประเด็น ซึ่งอาจทำให้สังคมเข้าใจคลาดเคลื่อนจากสาระสำคัญของการยกระดับมาตรฐาน และอาจทำให้เกิดความเข้าใจว่าการแก้ไข มอก. ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกีดกันหรือสนับสนุนผู้ประกอบการกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
ดังนั้น กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ส.อ.ท. จึงเห็นความจำเป็นที่จะนำเสนอข้อเท็จจริงทางวิชาการ เพื่ออธิบายเหตุผล และหลักการของการปรับปรุงมาตรฐาน มอก. เหล็กเส้น เพื่อให้สังคมได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนมากขึ้น
ยกระดับ มอก.ไทย เทียบมาตรฐานญี่ปุ่น-จีน
นายบัณฑูรย์ กล่าวว่า มาตรฐานเหล็กเส้นของไทยไม่ได้มีการปรับปรุงสาระสำคัญมาเป็นเวลากว่า 25 ปี นับตั้งแต่ปี 2543 แม้ในช่วงเวลาดังกล่าวจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีก่อสร้าง มาตรฐานการออกแบบอาคาร และข้อกำหนดด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะมาตรฐานการออกแบบอาคารต้านทานการสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวของกรมโยธาธิการ และผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ปี 2564 ที่กำหนดให้โครงสร้างต้องใช้เหล็กที่มีสมบัติด้านความเหนียว (Ductility) และสามารถรับแรงกระทำซ้ำ (Cyclic Load Fatigue Resistance) ได้ดี เพื่อรองรับอาคารสูง สะพาน รถไฟความเร็วสูง และโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่
"ที่ผ่านมา การแก้ไข มอก. เหล็กเส้นมีเพียงการปรับปรุงในปี 2559 เพื่อเพิ่มกรรมวิธี Induction Furnace (IF) เข้ามาเท่านั้น"
ไทยกำหนดกรรมวิธีผลิตเหล็กมาตั้งแต่ปี 2515
นายบัณฑูรย์ กล่าวว่า มอก. เหล็กเส้นของไทยกำหนดทั้งกรรมวิธีการผลิตต้นทางควบคู่กับการทดสอบคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ปลายทางมาตั้งแต่ปี 2515 หรือกว่า 50 ปีแล้ว ได้แก่
- มอก. 20-2515 เหล็กเส้นกลม และ มอก.24-2516 เหล็กข้ออ้อย กำหนดให้ต้องผลิตจากกรรมวิธี Open Hearth, Basic Oxygen หรือ Electric Arc Furnace โดยการรีดร้อน
ขณะเดียวกัน ยังมี มอก.211-2520 สำหรับเหล็กรีดซ้ำ ซึ่งกำหนดให้ใช้วัตถุดิบจากเศษเหล็ก เช่น Sheet Pile, Ship Plate หรือเหล็กโครงสร้าง ก่อนถูกยกเลิกในปี 2543 เนื่องจากคุณภาพผลิตภัณฑ์ไม่สม่ำเสมอ ขึ้นอยู่กับคุณภาพวัตถุดิบ
จีนยกเลิกเตา IF ตั้งแต่ปี 2560
สำหรับร่าง มอก.24 ฉบับใหม่ คณะอนุกรรมการ กว.84/1 และคณะกรรมการ กว.84 ได้อ้างอิงมาตรฐานเหล็กเส้นของญี่ปุ่น JIS G 3112 จีน GB/T 1499.2-2018 และมาตรฐาน ISO โดยสาระสำคัญ ได้แก่
ด้านคุณสมบัติผลิตภัณฑ์
- เพิ่มขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางสูงสุดจาก 40 มิลลิเมตร เป็น 50 มิลลิเมตร
- เพิ่มค่าความต้านแรงดึงที่จุดครากของเหล็กเกรดสูงสุด จากไม่น้อยกว่า 490 MPa เป็นไม่น้อยกว่า 785 MPa
- เพิ่มข้อกำหนดด้านความสามารถต้านทานแรงกระทำซ้ำ เพื่อรองรับเหตุแผ่นดินไหว ผ่านการควบคุม "อัตราส่วนคราก"
- เพิ่มการควบคุมส่วนประกอบทางเคมีจากเดิม 4 ธาตุ ได้แก่ คาร์บอน แมงกานีส ฟอสฟอรัส และกำมะถัน เป็น 5 ธาตุ โดยเพิ่มการควบคุมซิลิคอน
- ลดปริมาณธาตุมลทินคือ ฟอสฟอรัส และกำมะถัน จากเดิมไม่เกิน 0.05% เหลือไม่เกิน 0.035%
ด้านกรรมวิธีการผลิต
- กำหนดให้ผลิตด้วย Basic Oxygen Furnace หรือ Electric Arc Furnace เท่านั้น
- เหล็กเกรดรองรับแผ่นดินไหวต้องผ่านกระบวนการ External Refining หรือเตาปรุง
- ไม่อนุญาตให้ใช้การเพิ่มความแข็งแรงแบบชุบแข็งผิว เช่น Tempcore หรือ T
- นอกจากนี้ เป็นครั้งแรกที่กำหนดให้ทดสอบความล้า (Fatigue Test) ตามมาตรฐาน ISO
นายบัณฑูรย์ กล่าวว่า มาตรฐาน GB/T 1499.2-2018 ออกมาบังคับใช้ 1 ปี หลังจากประเทศจีนยกเลิกการผลิตเหล็กเส้นจากเตา IF ทั้งหมดตั้งแต่ปี 2560 เพื่อยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ ขจัดกำลังการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน และลดปัญหามลพิษจากอุตสาหกรรมเหล็ก การกำหนดนี้เกิดขึ้นหลังจากการปราบปรามการผลิตเหล็กเส้นจาก induction furnace ทั้งหมดแล้ว
ดังนั้น ข้อกำหนดของไทยจึงสอดคล้องกับแนวทางของประเทศผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของโลก
หนุนมติ กมอ. เติมเต็มมาตรฐานระดับสากล
นายบัณฑูรย์ กล่าวว่า กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กเห็นว่ามติของ กมอ. มีความเหมาะสม เนื่องจากมาตรฐานฉบับใหม่ได้นำข้อกำหนดสำคัญของทั้งญี่ปุ่น และจีนมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย
โดยกรรมวิธี BO และ EF สามารถควบคุมส่วนประกอบทางเคมี สิ่งเจือปน และรองรับกระบวนการทำให้เหล็กบริสุทธิ์ (External Refining) ได้ดีกว่า ทำให้ได้เหล็กที่มีคุณสมบัติทางกลสูง มีความสม่ำเสมอ และเหมาะกับงานโครงสร้างที่ต้องการความปลอดภัยสูง
ทั้งนี้ จึงถือเป็นการเติมเต็มมาตรฐานเหล็กเส้นของไทยให้เทียบเท่าระดับสากล รองรับการก่อสร้างยุคใหม่ และความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น
ชี้มาตรฐานสากลการกำหนดกรรมวิธีผลิตเพื่อความปลอดภัยเป็นเรื่องปกติ
นายบัณฑูรย์ กล่าวว่า การกำหนดกรรมวิธีการผลิตควบคู่กับการทดสอบผลิตภัณฑ์ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นแนวปฏิบัติของมาตรฐานวิศวกรรมระดับโลก ยกตัวอย่าง เช่น
- มาตรฐานล้อรถไฟ EN 13262 กำหนดให้ผลิตด้วยกระบวนการ Vacuum Degassing และผ่านการตีขึ้นรูป และรีด
- มาตรฐาน ASME สำหรับเหล็กภาชนะแรงดันสูง กำหนดให้ใช้ Open Hearth, Basic Oxygen หรือ Electric Arc Furnace ควบคู่กับ Vacuum Degassing
เหตุผลสำคัญคือ การลดก๊าซ สิ่งเจือปน และธาตุมลทิน เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติทางกลสม่ำเสมอ เช่นเดียวกับ มอก. เหล็กเส้นของไทยที่กำหนดหลักการดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2515 และมาตรฐานจีน GB/T 1499.2-2018
ย้ำเพื่อความปลอดภัย ไม่ใช่เอื้อผู้ประกอบการ
นายบัณฑูรย์ กล่าวย้ำว่า การแก้ไข มอก. เหล็กเส้นครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อยกระดับความปลอดภัยของสิ่งก่อสร้างไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เทคโนโลยีการก่อสร้างสมัยใหม่ และรองรับความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น
พร้อมกับยืนยันความเห็นว่า ไม่ใช่การเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการรายใด แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อคุณภาพเหล็กเส้นไทยในระยะยาว ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมเหล็กของประเทศ
หนุนเปลี่ยนผ่านสู่ Green Steel
นอกจากนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ส.อ.ท. ยังประกาศสนับสนุนแนวทางของกระทรวงอุตสาหกรรมในการผลักดันอุตสาหกรรมเหล็กไทยให้เปลี่ยนผ่านสู่การผลิตด้วย Electric Arc Furnace และการใช้พลังงานสีเขียวในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า
เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางของประเทศผู้ผลิตเหล็กรายสำคัญของโลก ที่มุ่งลดการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และยกระดับความปลอดภัยสาธารณะ ควบคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กไทยสู่ความยั่งยืนในระยะยาว
การออกมาชี้แจงของกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ส.อ.ท. ถือเป็นการตอบข้อกังวลต่อมติปรับปรุงมาตรฐาน มอก. เหล็กเส้น โดยยืนยันว่าการกำหนดให้ใช้กรรมวิธี BO และ EF ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อกีดกันผู้ผลิต แต่เป็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานไทยให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล
ทั้งด้านคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ กรรมวิธีการผลิต และการรองรับความเสี่ยงจากแผ่นดินไหว และภัยธรรมชาติในอนาคต พร้อมวางรากฐานการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมเหล็กไทยสู่การผลิตที่มีคุณภาพสูง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


