การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานได้รับความสนใจหลังวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ที่นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางพลังงานหลักของโลกทำให้ความมั่นคงพลังงานในหลายประเทศสั่นคลอนเนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงแหล่งพลังงานได้ การพัฒนาพลังงานภายในประเทศผ่านเทคโนโลยีด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานจึงเริ่มตื่นตัวขึ้นแต่พบว่าเส้นทางนี้กลับไม่สดใสอย่างที่คิด
เมื่อเร็วๆนี้ สภาเศรษฐกิจโลก หรือ WEF เปิดเผย รายงาน ดัชนีการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition Index: ETI) ปี2026 ระบุว่า ความก้าวหน้าของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในแต่ละประเทศกำลังมีความแตกต่างและไม่สมดุลมากขึ้น โดยมีเพียง 24% ของประเทศทั่วโลกที่สามารถพัฒนาพร้อมกันได้ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ความมั่นคงด้านพลังงาน (Security) ความสามารถในการเข้าถึงและราคาที่เหมาะสม (Affordability) และความยั่งยืน (Sustainability)
ขณะที่ปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่าน ทั้งด้านนโยบาย การเงิน นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน กลับอ่อนแรงลงเป็นครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ
แม้ตัวเลขภาพรวมยังสะท้อนความก้าวหน้า โดยในปี 2568 การลงทุนด้านพลังงานทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 3.3 ล้านล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้เป็นกลุ่มพลังงานหมุนเวียนและพลังงานนิวเคลียร์ที่สามารถผลิตไฟฟ้ารวมกันคิดเป็น 42% ของกำลังการผลิตทั้งหมด และกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นเกือบ 800 กิกะวัตต์ (GW)แต่ ความสำเร็จดังกล่าวยังเผชิญข้อจำกัดหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาคอขวดของระบบสายส่งไฟฟ้า ความล่าช้าในการอนุมัติโครงการ การกระจุกตัวของเงินลงทุน และการลงทุนที่ยังไม่เพียงพอในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ส่งผลให้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานดำเนินไปได้ช้ากว่าที่ควร
ทั้งนี้ การจัดอันดับดัชนีทั่วโลกที่คัดเฉพาะกลุ่มอาเซียนจะพบว่า ไทยอยู่ในอันดับที่ 4 ของภูมิภาค โดยอันดับ 1 คือ สิงคโปร์ ที่อยู่ในอันดับที่ 42 ของโลก ตามมาด้วย มาเลเซีย อันดับที่ 45 ,เวียดนามอันดับที่ 48 และไทยอันดับที่ 50
นอกจากนี้ ความท้าทายใหม่ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 มาตรการจำกัดทางการค้าส่งผลกระทบต่อการค้าทั่วโลกคิดเป็นมูลค่าราว 2.6 ล้านล้านดอลลาร์ ,มาตรการควบคุมการส่งออกครอบคลุมแร่ธาตุสำคัญสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานคิดเป็นจำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งหมด และยังมีความท้าทายจากภาคการเงิน กฎระเบียบ และนวัตกรรม ที่ต่างอ่อนแรงลงพร้อมกัน สะท้อนถึงความพร้อมเชิงระบบที่ลดลงอย่างชัดเจน
เหตุการณ์หยุดชะงักของการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ในปี 2569 ยิ่งตอกย้ำความเปราะบางของระบบพลังงานโลก โดยก่อให้เกิดการพุ่งขึ้นของราคาพลังงานรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่ปี 2565 และทำให้ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานต้องเผชิญทางเลือกที่ยากลำบากระหว่างการรักษาการเข้าถึงพลังงาน ราคาพลังงานที่เหมาะสม และการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
“เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า “ความมั่นคงด้านพลังงาน” ในปัจจุบันไม่ได้หมายถึงเพียงความมั่นคงของเชื้อเพลิงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความพร้อมของโครงข่ายไฟฟ้า แร่ธาตุสำคัญ โครงสร้างพื้นฐาน ความเชื่อถือได้ของระบบ และความสามารถในการรับมือกับวิกฤต”
แม้ประสิทธิภาพของระบบพลังงานโดยรวมยังปรับตัวดีขึ้น แต่ความมั่นคงด้านพลังงานกลับเป็นปัจจัยที่ฉุดรั้งความก้าวหน้า โดยตัวชี้วัดด้านความยั่งยืนยังขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง แม้กว่า 92 ประเทศสามารถยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้ ขณะที่มิติด้านความมั่นคงเป็นเพียงด้านเดียวที่ปรับลดลง (-0.9%) จากปัญหาความเชื่อถือได้และความต่อเนื่องของการจัดหาพลังงาน
แนวโน้มดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ ตอกย้ำว่าปัญหาเชิงโครงสร้างจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง มากกว่าการใช้มาตรการระยะสั้น
อีกด้านหนึ่งของความต้องการใช้พลังงานทั่วโลกพบว่า เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการใช้พลังงานไฟฟ้าที่มากขึ้นเพื่อระบบทำความเย็น โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ศูนย์ข้อมูลที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ระบบพลังงานต้องรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น พร้อมรักษาความมั่นคงและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปพร้อมกัน
“ในการจัดอันดับ ETI ปี 2569 สวีเดนครองอันดับหนึ่งต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยประเทศในกลุ่มนอร์ดิกและยุโรปยังคงครองพื้นที่ส่วนใหญ่ใน 20 อันดับแรก ขณะที่จีน บราซิล สหรัฐ เยอรมนี และฝรั่งเศส ต่างติดอันดับเช่นกัน สะท้อนว่าประเทศที่มีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานกระจายอยู่ในหลายภูมิภาคและหลายระดับรายได้”
อย่างไรก็ตาม ดัชนีความพร้อมในการเปลี่ยนผ่าน (Transition Readiness) ซึ่งสะท้อนทิศทางในอนาคต กลับปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรก โดยด้านการเงินและการลงทุนลดลงมากที่สุด (-1.8%) ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่ปริมาณเงินทุน แต่เป็นเงื่อนไขในการเข้าถึงเงินทุนและต้นทุนทางการเงิน เนื่องจากกว่า 75% ของการลงทุนด้านพลังงานสะอาดยังคงกระจุกตัวอยู่ในประเทศเพียงไม่กี่แห่ง ขณะที่ประเทศซึ่งจะเป็นแหล่งความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นถึง 80% ของโลกในอนาคต กลับต้องเผชิญต้นทุนทางการเงินสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วถึง 2-3 เท่า
ด้านกฎระเบียบและความมุ่งมั่นทางการเมืองลดลง 1.2% จากความไม่แน่นอนของนโยบาย ขณะที่การดำเนินงานยังไม่สามารถตอบสนองเป้าหมายที่ประกาศไว้ได้ ส่วนด้านนวัตกรรมลดลง 1.1% จากการพัฒนาและการนำเทคโนโลยีสำคัญ เช่น การดักจับและกักเก็บคาร์บอน ไฮโดรเจน และระบบกักเก็บพลังงานระยะยาว ไปใช้ในวงกว้างได้ช้ากว่าที่คาด
“ปัจจุบันมีโครงการผลิตไฟฟ้ากว่า 2,500 กิกะวัตต์ทั่วโลกที่ยังรอการเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบสายส่ง สะท้อนว่าการเพิ่มกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากนโยบาย การเงิน นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐานยังอ่อนแอลงพร้อมกัน”
ทั้งนี้ รายงานเสนอ 3 แนวทางสำคัญ เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ได้แก่ เสริมสร้างความมั่นคง ความสามารถในการเข้าถึง และความยืดหยุ่นของระบบพลังงาน ,เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขจัดอุปสรรคในการดำเนินโครงการ ,เพิ่มความน่าลงทุนผ่านนโยบายที่มีเสถียรภาพ กฎระเบียบที่ชัดเจน และการแบ่งปันความเสี่ยงระหว่างภาครัฐและเอกชน
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ปาฐกถาพิเศษในงาน ROAD TO NET ZERO 2026 “Energy Transition: เปลี่ยนผ่านพลังงานไทย สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” ว่า PDP 2026 วางเป้าหมายระยะยาวถึงปี 2050 ให้ไฟฟ้าพลังงานสะอาดอยู่ที่ 60% ผ่าน 4 มาตรการหลัก ได้แก่ การปลดล็อก Solar Rooftop โดยยกเลิกใบอนุญาต รง.4 และลดขั้นตอนให้เหลือ 7 วัน (ใช้เอง) และ 30 วัน (ขายคืนระบบ) ขยายโควตารับซื้อไฟฟ้าครัวเรือนจาก 90 MW เป็น 500+500 MW, เปิดเสรี Direct PPA ให้ภาคอุตสาหกรรมซื้อขายไฟสะอาดผ่านโครงข่ายการไฟฟ้าได้โดยตรง และส่งเสริมพลังงานลมและชีวมวลเพื่อความมั่นคงด้านไฟฟ้า
“รัฐบาลยังเตรียมรองรับความต้องการไฟฟ้าจาก Data Center และ AI ซึ่งอาจพุ่งสูงถึง 30,000 MW ด้วยการกำหนดเงินมัดจำการจองไฟฟ้า อัตราค่าไฟสีเขียว UGT 2 ที่สะท้อนต้นทุนจริง และปรับโครงสร้างค่าไฟให้รัฐรับภาระบริการสาธารณะ เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน”
แม้โอกาสในการเสริมสร้างรากฐานของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานยังคงมีอยู่ แต่ช่วงเวลาดังกล่าวกำลังแคบลง และข้อมูลล่าสุดสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ประเทศที่เร่งดำเนินการกำลังทิ้งห่างประเทศที่ยังดำเนินการล่าช้า


