วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

'แอตต้า' ชงรัฐบาลวางโครงสร้าง 'กระทรวงท่องเที่ยวและวัฒนธรรม' รับยุค Visitor Economy

"แอตต้า" เสนอรัฐบาล จัดวางโครงสร้าง “กระทรวงท่องเที่ยวและวัฒนธรรม” ยกระดับการท่องเที่ยว เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจของประเทศ รับยุค Visitor Economy

KEY POINTS

  • ควรออกแบบโครงสร้าง และพันธกิจของกระทรวง โดยยึดหลัก Tourism-led Economic Transformation  เป็นเครื่องยนต์ในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ
  • เชื่อมโยงทุกภาคส่วนของประเทศ และใช้วัฒนธรรมเป็นฐานคุณค่าในการสร้างความแตกต่าง ความยั่งยืน และความสามารถในการแข่งขัน
  • เพื่อยกระดับประเทศไทยจาก Tourism Industry ไปสู่ Thailand Visitor Economy อย่างเป็นระบบ  เป็นการ “กลัดกระดุมเม็ดแรก” ในการวางโครงสร้างเศรษฐกิจสำหรับทศวรรษหน้า

ความคืบหน้าในการจัดทำโครงสร้างกระทรวงใหม่ โดยปรับเปลี่ยนจากกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เป็น "กระทรวงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม" เพื่อวางบทบาทใหม่ ให้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจอนาคต ซึ่งคาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีภายในเดือนกรกฎาคม 2569 นี้

ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจจากภาคเอกชน โดยสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA : Association of Thai Travel Agents) ได้ยื่นข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ต่อปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อให้การปรับเปลี่ยนโครงสร้าง “กระทรวงท่องเที่ยวและวัฒนธรรม” สะท้อนบทบาทใหม่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในฐานะกลไกหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจไทย

ดร.อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว ระบุว่า การกำหนดชื่อและโครงสร้างของกระทรวง มิใช่เป็นเพียงการปรับเปลี่ยนภารกิจของหน่วยงาน แต่เป็นการประกาศทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ว่าประเทศไทยจะใช้ “อุตสาหกรรมใด” เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนการเติบโตและการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ (AI) ศูนย์ข้อมูล (Data Center) เศรษฐกิจดิจิทัล หรืออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งล้วนต้องใช้ระยะเวลาในการลงทุน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และสร้างบุคลากร การท่องเที่ยวยังคงเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงสุดในการสร้างรายได้

การจ้างงาน เงินตราต่างประเทศ และการกระจายรายได้สู่ทุกภูมิภาคได้ทันที จึงควรได้รับการกำหนดบทบาทให้เป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจหลัก” ที่รองรับการเปลี่ยนผ่านของประเทศในช่วงทศวรรษข้างหน้า

ด้วยเหตุนี้ การจัดวางชื่อ “กระทรวงท่องเที่ยวและวัฒนธรรม” จึงมีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยกำหนดให้  “การท่องเที่ยว” เป็นภารกิจนำในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ขณะที่ “วัฒนธรรม” เป็นทุนทางอัตลักษณ์ และทุนทางสังคมที่ช่วยยกระดับคุณค่า สร้างความแตกต่าง และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว มิใช่การลดบทบาทของวัฒนธรรม หากแต่เป็นการเชื่อมโยงวัฒนธรรมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม

ปัจจุบัน การท่องเที่ยวมิได้เป็นเพียงภาคบริการ หากแต่เป็นอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงห่วงโซ่เศรษฐกิจทั้งระบบ ตั้งแต่ภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การค้า โลจิสติกส์ การคมนาคม การแพทย์และสุขภาพ การศึกษา เศรษฐกิจสร้างสรรค์ กีฬา การพัฒนาเมือง และธุรกิจบริการต่าง ๆ การใช้จ่ายของผู้มาเยือนก่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในหลายภาคส่วนพร้อมกัน จึงนับเป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

เลขาธิการแอตต้า ระบุด้วยว่า หากประเทศไทยยังคงมองการท่องเที่ยวเป็นเพียงการส่งเสริมการเดินทางหรือการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว ย่อมไม่สามารถใช้ศักยภาพของอุตสาหกรรมนี้ได้อย่างเต็มที่

ในทางกลับกัน หากกำหนดให้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการพัฒนาเศรษฐกิจ ประเทศจะสามารถขยายผลไปสู่แนวคิด Visitor Economy ซึ่งให้ความสำคัญกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากผู้มาเยือนในทุกมิติ ทั้งการลงทุน การค้า การจ้างงาน การพัฒนาธุรกิจ และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในทุกภูมิภาค

ดังนั้น ประเด็นสำคัญของการปรับโครงสร้างครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนชื่อกระทรวง แต่คือการกำหนดบทบาทใหม่ของการท่องเที่ยวในฐานะ “กลไกหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจไทย” และการวางรากฐานให้ประเทศไทยสามารถต่อยอดจากความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในปัจจุบัน ไปสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคตได้อย่างมั่นคง

จึงเห็นควรให้การออกแบบโครงสร้างและพันธกิจของ กระทรวงท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ยึดหลัก Tourism-led Economic Transformation โดยใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์ในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ เชื่อมโยงทุกภาคส่วนของประเทศ และใช้วัฒนธรรมเป็นฐานคุณค่าในการสร้างความแตกต่าง ความยั่งยืน และความสามารถในการแข่งขัน

เพื่อยกระดับประเทศไทยจาก Tourism Industry ไปสู่ Thailand Visitor Economy อย่างเป็นระบบ อันจะเป็นการ “กลัดกระดุมเม็ดแรก” ที่สำคัญในการวางโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศสำหรับทศวรรษหน้า