วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน 2569

Login
Login

'เอสซีจี' มองวิกฤติเป็นโอกาส เร่งปิโตรเคมี 'เวียดนาม-ระยอง' รับโลกผันผวน

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจี (SCG) เผยวิสัยทัศน์และกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในภาวะที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวนอย่างรุนแรง โดยเน้นย้ำว่าอุตสาหกรรมในปัจจุบันกำลังเข้าสู่ทางแยกสำคัญ

เอสซีจีจึงมุ่งปรับตัวผ่านการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ การสร้างความเข้มแข็งทางการเงิน และการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ด้านการผลิตในภูมิภาคอาเซียน เพื่อเปลี่ยน "วิกฤติ" ให้เป็น "โอกาส" ในระยะยาว

"ความเสี่ยง-ความขัดแย้ง" ตะวันออกกลาง

ในมุมมองของเอสซีจี สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz) ถือเป็นความเสี่ยงแบบ Black Swan หรือเหตุการณ์ที่คาดเดาได้ยากแต่หากเกิดขึ้นจะมีผลกระทบรุนแรงมาก แบ่งเป็น

1. ผลกระทบด้านพลังงาน ปัจจุบันโลกยังอยู่ได้ด้วยน้ำมันสำรอง (Strategic Reserve) แต่หากความขัดแย้งลากยาวไปจนถึงเดือนกันยายน ปัญหานี้จะทวีความรุนแรงขึ้น (Amplify) และส่งผลต่อราคาพลังงานและวัตถุดิบ

2. การบริหารความเสี่ยง เอสซีจีใช้วิธีการบริหารงานแบบ Agile หรือการปรับแผนรายวันเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ความผันผวน เช่น การปรับแผนการรับวัตถุดิบเมื่อมีการปิดหรือเปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยเป้าหมายหลักคือการทำให้มั่นใจว่าหากเกิดเหตุการณ์รุนแรง ธุรกิจจะต้อง "ไม่ล้ม" แม้จะได้รับผลกระทบก็ตาม

มองโอกาสธุรกิจท่ามกลางความไม่แน่นอน

ท่ามกลางความกังวล เอสซีจีมองว่าอาเซียนเป็นภูมิภาคที่น่าอิจฉาเนื่องจากเป็น Neutral Zone หรือโซนที่เป็นกลาง สามารถร่วมธุรกิจได้ทั้งกับฝั่งจีนและสหรัฐอเมริกา และยุโรป กล่าวคือ

โอกาสจากจีน: เอสซีจีมองว่าการบุกของสินค้าจีนเปรียบเสมือน Gray Rhino หรือแรดเผือกที่วิ่งเข้าหาอย่างรวดเร็ว ทางออกไม่ใช่การต่อต้านแต่เป็นการเลือกเปิดรับ "จีนขาว" หรือพันธมิตรที่ดีเพื่อสร้างฐานการผลิตที่ได้เปรียบเรื่องขนาด (Scale) และเทคโนโลยี เพื่อส่งออกไปยังตลาดโลกและอาเซียน

การขยาย Operating Space: เอสซีจีต้องการลดการพึ่งพาน้ำมันและพลังงานนำเข้า โดยการปรับพอร์ตไปสู่สินค้าคาร์บอนต่ำและพลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยให้บริษัทมีพื้นที่ในการบริหารจัดการธุรกิจ (Operating Space) ได้กว้างขึ้นและยั่งยืนขึ้น

เตรียมพิจารณารันโรงงานที่ "เวียดนาม-ระยอง"

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางน้อยลง เอสซีจีได้เร่งดำเนินการในโครงการสำคัญดังนี้

1. โครงการ LSP ที่เวียดนาม บริษัทตัดสินใจจะเร่งแผนการเริ่มเดินเครื่องโรงงานในส่วนที่ใช้อีเทน (Ethane Project) ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันและสถานการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซ โดยคาดว่าจะเริ่มได้ในช่วงต้นไตรมาส 4 หรือไตรมาส 3 ของปีนี้ (จากเดิมที่วางแผนไว้ในปีหน้า (2570) ซึ่งโครงการนี้จะช่วยสร้างกำไรและคืนทุนได้เร็วภายใน 2 ปี

2. โรงงานในจังหวัดระยอง สำหรับโรงงาน MOC (Map Ta Phut Olefins) ปัจจุบันยังคงเดินเครื่องผลิตได้ตามปกติไม่มีปัญหา ส่วนโรงงาน ROC (Rayong Olefins) ที่ได้หยุดเดินเครื่องลงในช่วงช่องแคบฮอร์มุซปิด ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาและรอการตัดสินใจในแนวทางการดำเนินงานต่อไป โดยคาดว่าจะสามารถเปิดโรงงานได้ตามปกติในตอนนี้ เนื่องจากกลุ่มเอสซีจีได้จัดหาแหล่งวัตถุดิบ Non-Hormuz แทน

ปรับโครงสร้างเพื่อความแข็งแกร่งทางการเงิน

ทั้งนี้ เอสซีจีได้ดำเนินการขายหุ้น (Divestment) ในธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก (Non-strategic assets) อย่างบริษัท Chandra Asri (CAP) ในอินโดนีเซีย โดยได้รับเงินสดกลับมาประมาณ 25,000 ล้านบาท เพื่อนำไปลงทุนในโครงการอีเทนที่เวียดนามประมาณ 16,000 ล้านบาท (500 ล้านดอลลาร์) พร้อมชำระหนี้เพื่อลดภาระดอกเบี้ยและสร้างความเข้มแข็งให้งบดุล (Balance Sheet) เตรียมพร้อมรับมือกับภาวะเงินเฟ้อ

หัวใจสำคัญของเอสซีจีในการสู้กับความท้าทายระดับโลกคือ "การมองกติกาใหม่ของโลกให้ออก และการใช้ความได้เปรียบของอาเซียนเป็นจุดแข็ง" การเร่งเครื่องโรงงานที่เวียดนามและการปรับจูนโรงงานในระยอง ควบคู่ไปกับการบริหารสภาพคล่องอย่างเข้มงวด เป็นการเตรียมพร้อมเพื่อให้บริษัทไม่เพียงแต่รอดพ้นจากวิกฤตตะวันออกกลาง แต่ยังสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนในภูมิภาค