กรมการค้าต่างประเทศ (DFT) จัดการสัมมนา “WINNING IN TRADE UNDER THE NEW WORLD ORDER การค้าที่ต้องชนะ ในกติกาโลกใหม่” เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.2569
นางกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุค “กติกาโลกใหม่” ที่ผันผวน และเปลี่ยนแปลงเร็ว โดยเฉพาะกติกาการค้าระหว่างประเทศที่ไม่ยึดโยงระบบเดิมภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งนโยบายประเทศมหาอำนาจ ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ หรือการประกาศนโยบายผ่านสื่อสังคมออนไลน์มีผลต่อการค้าโลกทันที
สำหรับแนวโน้มสำคัญที่จะกำหนดทิศทางการค้าโลกระยะต่อไปมีอย่างน้อย 4 ประการ คือ
1.การแบ่งขั้วเศรษฐกิจ และการค้าระหว่างประเทศที่ชัดเจนขึ้น จากเดิมโลกเคลื่อนตัวภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ และการค้าเสรี แต่ปัจจุบันความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ทำให้การค้าโลกแยกเป็นกลุ่ม 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสหรัฐ กลุ่มจีน กลุ่มพันธมิตรดั้งเดิมของสหรัฐ (สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์) และกลุ่มประเทศวางตัวเป็นกลาง เช่น ไทย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และอินเดีย
สำหรับไทยมีข้อได้เปรียบจากการไม่อยู่ฝ่ายใดชัดเจนทำให้ค้าขายได้กับทุกกลุ่ม และมีโอกาสดึงการลงทุนจากแต่ละประเทศที่ต้องการกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน
2.การรวมกลุ่มการค้ารูปแบบใหม่จะมากขึ้นทั้งพหุภาคี และทวิภาคี โดยหลายประเทศเร่งสร้างเครือข่ายพันธมิตรเศรษฐกิจรองรับการเปลี่ยนแปลง เช่น กลุ่มความร่วมมือด้านการอำนวยความสะดวกการลงทุน (Facilitate Investment Partnership : FIP) ริเริ่มโดยสิงคโปร์ และนิวซีแลนด์ ซึ่งไทยได้รับเชิญเข้าร่วม และกำลังศึกษาประโยชน์ที่ภาคธุรกิจไทยจะได้รับจากการเป็นสมาชิก
3.ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (Economic Security) จะเป็นหัวใจสำคัญนโยบายเศรษฐกิจทั่วโลกหลังเกิดสงคราม และความขัดแย้งหลายพื้นที่ทำให้หลายประเทศให้ความสำคัญกับความมั่นคงพลังงาน อาหาร และแร่ธาตุสำคัญมากขึ้น จากเดิมเน้นระบบการผลิตแบบ “Just in Time” เปลี่ยนมาเป็น “Just in Case” เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิด
4.ความน่าเชื่อถือ (Trust) เป็นปัจจัยสำคัญในการค้าโลก โดยประเทศหรือผู้ประกอบการที่ได้รับความไว้วางใจจากคู่ค้าจะได้เปรียบขึ้น แม้สินค้าอาจมีราคาสูงกว่าคู่แข่ง เพราะผู้ซื้อให้ความสำคัญกับความมั่นใจในคุณภาพสินค้า ความต่อเนื่องของการส่งมอบ และความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่อาจเกิดขึ้น
สำหรับแนวโน้ม 4 ประการ กำลังทำให้ Global Supply Chain ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ โดยหลายบริษัทข้ามชาติกระจายฐานการผลิตจากประเทศเดิมเพื่อลดความเสี่ยง ซึ่งไทยได้รับอานิสงส์จากกระแสดังกล่าว สะท้อนจากคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และมีมูลค่ารวมล้านล้านบาทต่อปี
รวมทั้งไทยได้เปรียบด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ และความมั่นคงด้านพลังงาน โดยรักษาระดับการจัดหาพลังงานได้ต่อเนื่องแม้ช่วงวิกฤติราคาพลังงานโลก ขณะที่ระบบขนส่ง และการเชื่อมโยงการค้าของไทยยังแข่งขันได้เมื่อเทียบประเทศอื่น
ไทยต้องลดพึ่งตลาดส่งออกสหรัฐ
นอกจากนี้ ผู้ส่งออกไทยไม่ควรพึ่งตลาดสหรัฐมากเกินไป เนื่องจากแนวโน้มมาตรการกีดกันการค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาตรการ 301 ของสหรัฐกำลังจะประกาศอัตราใหม่เดือนก.ค.นี้ ซึ่งไทยเร่งเจรจากับสหรัฐเพื่อรักษาความสามารถการแข่งขัน
รวมทั้งกระทรวงพาณิชย์ และทีมไทยแลนด์มองว่าประเด็นนี้อาจไม่ใช่คดีสุดท้ายที่สหรัฐดำเนินการกับไทยจึงต้องเร่งกระจายตลาดใหม่ และช่วยให้ภาคเอกชนปรับตัวรับมือกับความท้าทายทางการค้าระยะต่อไป
นางกิริฎา กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์เร่งขยายเครือข่ายความตกลงการค้าเสรี (FTA) ต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมี FTA ที่บังคับใช้แล้ว 14 ฉบับ ครอบคลุม 18 ประเทศ และปี 2570 จะมี FTA ใหม่เพิ่ม 2 ฉบับ ได้แก่ ไทย-EFTA ครอบคลุมสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ รวมถึง FTA ไทย-ภูฏาน
ขณะเดียวกันไทยอยู่ระหว่างการเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป (EU) เข้าสู่การเจรจารอบที่ 10 โดยตั้งเป้าสรุปผลการเจรจาภายในสิ้นปี 2569 และยังเจรจาระหว่างอาเซียนกับแคนาดา และอาเซียนกับเกาหลีใต้ ซึ่งจะช่วยขยายโอกาสการค้าให้ผู้ประกอบการไทย
3 แกนสำคัญเปลี่ยนแปลงโฉมการค้าโลก
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงระเบียบโลกใหม่เกิดจากหลายปัจจัยทั้งความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันของมหาอำนาจโลก วิกฤติพลังงาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งทำให้ประมาณการเศรษฐกิจทำได้ยากขึ้น โดย 3 แกนสำคัญที่กำลังเปลี่ยนแปลงโฉมการค้าโลก คือ
1.การเปลี่ยนผ่านจากโลกาภิวัตน์ (Globalization) ไปสู่การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ (Fragmentation) ที่แต่ละประเทศต่างๆ เลือกเชื่อมโยง และค้าขายกับพันธมิตรที่ไว้วางใจได้มากขึ้น
2.การให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่น และความสามารถในการรับมือความเสี่ยง (Resilience) มากกว่าประสิทธิภาพ และต้นทุนต่ำเพียงอย่างเดียว
3.การเปลี่ยนจากแนวคิดการค้าเสรี (Free Trade) ไปสู่การค้าเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Trade) ที่หลายประเทศใช้มาตรการทางการค้า และมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีเพิ่มขึ้น
สำหรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อไทยเพราะเศรษฐกิจไทยยังพึ่งการส่งออกสัดส่วนมากกว่า 60% ของ GDP ขณะที่ภาคธุรกิจไทยยังได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปจึงไม่สามารถพิจารณาเฉพาะปัจจัยทางเศรษฐกิจได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงประเด็นด้านความมั่นคงแห่งชาติ ภูมิรัฐศาสตร์ และกติกาการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยภาคธุรกิจไทยจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับบริบทใหม่ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในเวทีการค้าโลกต่อไป
แนะภาคเอกชนปรับตัวรับโลกใหม่
นางอารดา กล่าวว่า การปรับตัวของผู้ประกอบการไทยในยุคการค้าโลกใหม่ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการอยู่รอด โดยทุกภาคส่วนต้องสามารถดำเนินธุรกิจภายใต้กฎระเบียบและมาตรฐานการค้าใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากไม่สามารถปรับตัวได้ก็อาจสูญเสียโอกาสในการแข่งขันและไม่สามารถรักษาตำแหน่งในตลาดโลกได้
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่กำลังได้รับความสนใจคือเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ซึ่งกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการค้าโลก โดยความสามารถในการแข่งขันในปัจจุบันไม่ได้วัดกันที่ราคาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ต้องแข่งขันกันด้วยคุณภาพ มาตรฐานการผลิต และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงไป
นอกจากนี้ ภาครัฐ และภาคเอกชนยังต้องให้ความสำคัญกับการสร้างความสอดคล้องเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Alignment) และความน่าเชื่อถือในการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากความเชื่อมั่นและความไว้วางใจกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์การค้าระหว่างประเทศ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเลือกคู่ค้าที่มีความน่าเชื่อถือ
หอการค้าชี้ต้องปฏิรูปภาคเกษตร
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ไทยมีจุดแข็งที่ต่างชาติมองเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มทุนญี่ปุ่นเข้ามาเพื่อถ่วงดุลอำนาจการลงทุนกับจีน แต่ไทยต้องมีกลยุทธ์การเจรจาเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด โดยการสนับสนุนให้เกิดการใช้วัตถุดิบในภูมิภาค (RVC) และการสร้าง Local Content ในประเทศเราให้มากขึ้น
รวมทั้งด้านเศรษฐกิจฐานรากได้เสนอคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2569 ให้ปฏิรูปภาคเกษตรอย่างยิ่งใหญ่เนื่องจากประชากรเกือบครึ่งประเทศ หรือครอบครัวเกษตรกรกว่า 11 ล้านคน มีรายได้น้อยและอยู่ภาวะอ่อนแอ โดยถ้ากลุ่มนี้ไม่มีกำลังซื้อจะทำให้เศรษฐกิจในประเทศขับเคลื่อนไม่ได้แม้จะมีการลงทุนจากต่างชาติเข้ามามาก
รวมทั้งได้เสนอให้ภาครัฐเร่งแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการค้า (Regulatory Guillotine) และขจัดปัญหาคอร์รัปชันซึ่งเป็นปัจจัยลบสำคัญที่นักลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะจากยุโรปกังวล พร้อมทั้งสนับสนุนให้ SMEs เข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น AI และระบบหุ่นยนต์ (Robotics) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
ภูมิรัฐศาสตร์กระทบการค้าการลงทุนโลก
นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญสงครามที่ใช้ AI ครั้งแรกของโลกและเเป็นประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการค้าและการลงทุน โดย Data Center กลายเป็นหัวใจหลักของทั้งภาคพลเรือนและเศรษฐกิจ ความได้เปรียบในพลังการคำนวณกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดแพ้ชนะในระดับมหภาค
ทั้งนี้โอกาสของไทยคือการสร้างความได้เปรียบจากความพร้อมในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานที่ผลักดันอุตสาหกรรม AI โดยไทยมีโอกาสได้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน การพัฒนาต่อยอดแอพพลิเคชัน แต่ต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ให้เช่าที่ดินแล้วให้สิทธิประโยชน์ภาษี มาเป็นการคัดเลือกนักลงทุนที่สร้างประโยชน์ให้ประเทศ มีการจ้างงานและสร้างห่วงโซ่อุปทาน
“ไทยมีโอกาสในส่วนของ Infrastructure และ Applications อย่างไรก็ตามเราต้องเปลี่ยนบทบาทจากเพียงผู้ให้เช่าที่ดินเพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี มาเป็น Picky Landlord หรือเจ้าบ้านที่เลือกได้ โดยต้องคัดเลือกนักลงทุนที่สร้างประโยชน์ให้ประเทศจริง มีการจ้างงาน และสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ภายในประเทศด้วย”นายบุรินทร์ กล่าว
“อมตะ”ชี้โลกเข้าสู่รอบการลงทุนใหม่
นายสัทธา วนลาภพัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมตะ ซิตี้ ระยอง จำกัด กล่าวว่า ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีทำให้โลกกำลังเข้าสู่รอบการลงทุนใหม่ที่มีมูลค่ามหาศาล โดยมูลค่าการลงทุนทั่วโลกจะขยับขึ้นไปอยู่ที่ 1,600 พันล้านดอลลาร์ จากค่าเฉลี่ยเดิมที่ 1,400 พันล้านดอลลาร์สหรัฐซึ่งถือว่าสูงกว่าระดับปกติ
ทั้งนี้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีความพร้อมสูง โดยได้รับสัดส่วนการลงทุน 230 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 15% ของการลงทุนโลก โดยโครงสร้างการลงทุนกำลังเปลี่ยนจากอุตสาหกรรมแบบเดิมไปสู่อุตสาหกรรมที่ซับซ้อน และใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น เช่น Data Center และ Semiconductor
สำหรับมุมมองของผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมจึงต้องเตรียมความพร้อมเพื่อต้อนรับ “เพื่อนใหม่" หรือกลุ่มนักลงทุนเหล่านี้ที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้น รวมถึงมาตรฐานด้านสังคม และสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องสำคัญ โดย ESG จะกลายเป็นกติกาใหม่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ทั้งในด้านการค้า และการลงทุน
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


