นายนที สิทธิประศาสตร์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวในเวทีในงานสัมนา “Energy Transition : เปลี่ยนผ่านพลังงานไทย สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” ซึ่งจัดโดย "หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ" หัวข้อ "พลังงานหมุนเวียนกับการขับเคลื่อนประเทศไทย" ว่า การเติบโตของพลังงานหมุนเวียนระหว่างปี 2020-2025 พบว่า ประเทศไทยมีการเติบโตเพียง 14-17%
ทั้งนี้ ถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) อย่างมาก โดยปัจจุบันไทยมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรวมเพียง 10% ของระบบเท่านั้น ขณะที่โครงสร้างการผลิตหลักยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติกว่า 50% และเชื้อเพลิงฟอสซิลอื่นๆ รวมกันสูงถึง 60-70%
ที่น่ากังวลคือเมื่อเทียบกับเวียดนาม ซึ่งในอดีตเคยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เพียง 5 เมกะวัตต์ แต่ด้วยนโยบายที่ชัดเจนสามารถกระโดดขึ้นมาเป็น 16,000 เมกะวัตต์ได้ในปี 2020 ขณะที่ไทยเริ่มนิ่งมาตั้งแต่ปี 2018-2020 เนื่องจากนโยบายที่ไม่ชัดเจน
ทั้งนี้ พลังงานสะอาดไม่ใช่แค่เรื่องของสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของความอยู่รอด (Survival) ของอุตสาหกรรม เนื่องจากมาตรการ CBAM ของยุโรปเริ่มบังคับใช้ในอุตสาหกรรมเหล็กและอื่นๆ และจะขยายตัวเพิ่มขึ้นใน 3-4 ปีข้างหน้า
นอกจากนี้ บริษัทข้ามชาติรายใหญ่ได้ยกระดับเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วขึ้น เช่น กลุ่ม Toyota และ Denso ที่เลื่อนเป้าหมายการใช้พลังงานหมุนเวียน 100% (RE100) จากปี 2050 มาเป็นปี 2035 เช่นเดียวกับ Delta Electronics ที่ตั้งเป้าลดการปล่อยคาร์บอนใน Scope 1 และ 2 ให้ได้ถึง 90% ภายในปี 2030
"ชีวิตคนโรงงานเริ่มยากขึ้น เพราะคาร์บอนเครดิตหรือ IREC ที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่สามารถนำไปหักลบ (Offset) กับเกณฑ์ของ EU CBAM ได้ เนื่องจากสถานะทางกฎหมายที่ต่างกัน และข้อกำหนดของ SBTI เริ่มไม่อนุญาตให้ใช้ IREC จากนอกโครงข่ายไฟฟ้ามาเคลมการลดก๊าซเรือนกระจก" นาย นที กล่าว
นายนที ได้ชี้แจงประเด็นที่มักถูกเข้าใจผิดเรื่องค่าส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) ว่า ไม่ใช่ภาระหลักของค่าไฟฟ้าตามที่หลายฝ่ายเข้าใจ โดยระบุว่า ค่าใช้จ่ายตามนโยบายภาครัฐ (Adder และ Feed-in Tariff) คิดเป็นเพียงประมาณ 13-17 สตางค์ หรือไม่ถึง 3% ของโครงสร้างค่าไฟฟ้าทั้งหมด
แต่ภาระที่แท้จริงมาจาก 2 ส่วนหลัก คือ 1. ค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment: AP) และ Capacity Payment (CP) ของโรงไฟฟ้า IPP ขนาดใหญ่ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 19.25% หรือประมาณ 80 สตางค์ต่อหน่วย 2. ต้นทุนเชื้อเพลิง (Energy Payment) โดยเฉพาะก๊าซ LNG ที่มีความผันผวนตามสถานการณ์โลก ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 53.73% หรือ 2 บาท 23 สตางค์ต่อหน่วย
นายนที ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงนโยบายไฟฟ้าสีเขียว (UGT) ที่ปัจจุบันเปิดทางให้กลุ่ม Data Center และนักลงทุนรายใหม่ (FDI) เข้าถึงได้ก่อนถึง 2,000 เมกะวัตต์ ขณะที่อุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น ยานยนต์ และอลูมิเนียม ที่สร้าง GDP ให้ประเทศมานานกว่า 40-50 ปี กลับยังไม่สามารถเข้าถึงไฟฟ้าสีเขียวในราคาที่เหมาะสมได้
"Data Center มาทีหลังแต่ได้ก่อน อุตสาหกรรมอย่าง Toyota หรืออุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ช่วยสร้างรายได้ให้ประเทศมานานเขาก็ต้องการไฟสีเขียวเช่นกัน และจริงๆ แล้ว Data Center ไม่ได้ต้องการ RE 100% ตั้งแต่วันแรก แต่สามารถใช้ไฟฟ้าจากฟอสซิลสำรองที่มีอยู่ก่อนได้" นายนที กล่าว
ทั้งนี้ ส.อ.ท. เสนอให้รัฐบาลเร่งปรับปรุงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ใหม่ให้ตอบโจทย์ความต้องการจริงของภาคธุรกิจ โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้
1. เปิดเสรีการซื้อขายไฟฟ้า (TPA) โดยอนุญาตให้ภาคเอกชนใช้สายส่งเพื่อซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวระหว่างกันได้โดยตรง (Direct PPA) เพื่อลดข้อจำกัดของระบบ Single Buyer
2. การบริหารจัดการ Adder ที่หมดอายุ ปัจจุบันมีโครงการ RE ที่หมด Adder ไปแล้วกว่า 2,596 เมกะวัตต์ แต่อยากขายไฟต่อในราคาที่ต่ำลงเพื่อช่วยอุตสาหกรรมเดิม รัฐควรเจรจาให้นำไฟส่วนนี้มาจัดสรรให้ผู้ประกอบการในราคาเฉลี่ยที่ถูกลง
3. ส่งเสริมเทคโนโลยีใหม่ เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) รุ่น Gen 4 ที่ใช้ระบบระบายความร้อนด้วยเกลือเหลวหรือก๊าซซึ่งมีความปลอดภัยสูงกว่าเดิม รวมถึงระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) และการทำ Smart Microgrid
4. กระจายโอกาสการลงทุน การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานไม่ควรผูกขาดโดยบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่ควรเปิดโอกาสให้ประชาชนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund)
"ถ้า PDP ฉบับใหม่นี้ยังตอบโจทย์เหล่านี้ไม่ได้ ประเทศไทยจะเสียโอกาสอย่างมาก พลังงานไม่ใช่แค่กฎระเบียบ แต่คือนโยบายที่รัฐบาลสามารถปรับเปลี่ยนเพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เสรีและยั่งยืนได้" นายนที กล่าว


