วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม 2569

Login
Login

โลกการค้าแบ่งขั้วชัดขึ้น 'กิริฎา' แนะ 4 เทรนด์ ปรับตัวรับกติกาใหม่

“กิริฎา" ชี้ “กติกาโลกใหม่” เปลี่ยนเร็วเกินคาด โลกการค้าแบ่งขั้วชัดขึ้น ไทยยังได้เปรียบในฐานะประเทศที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด แถมได้เปรียบด้านภูมิรัฐศาสตร์ โลจิสติกส์ แนะเอกชนไทยเร่งปรับตัวรับโอกาส ใช้ FTA-เทคโนโลยี สร้างความไว้ใจให้ประเทศคู่ค้า เพิ่มแต้มต่อทางการค้า ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการค้าโลก

ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในการสัมมนา “WINNING IN TRADE UNDER THE NEW WORLD ORDER: การค้าที่ต้องชนะ ในกติกาโลกใหม่” จัดโดยกรมการค้าต่างประเทศ (DFT) ร่วมกับ เนชั่น กรุ๊ป ว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ “กติกาโลกใหม่” ที่มีความผันผวน และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกติกาด้านการค้าระหว่างประเทศที่ไม่สามารถยึดโยงกับระบบเดิมภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) ได้อีกต่อไป

แต่ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยนโยบายของประเทศมหาอำนาจ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือแม้แต่การประกาศนโยบายผ่านสื่อสังคมออนไลน์ สามารถส่งผลต่อทิศทางการค้าโลกได้ทันที ทำให้ผู้ประกอบการต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ แนวโน้มสำคัญที่จะกำหนดทิศทางการค้าโลกในระยะต่อไปมีอย่างน้อย 4 ประการ คือ

ประการแรก การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ และการค้าระหว่างประเทศที่ชัดเจนมากขึ้น จากเดิมที่โลกเคลื่อนตัวภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ และการค้าเสรี แต่ปัจจุบันความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจทำให้การค้าโลกเริ่มแยกเป็นกลุ่มต่างๆ โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

  • กลุ่มสหรัฐ
  • กลุ่มจีน
  • กลุ่มพันธมิตรดั้งเดิมของสหรัฐ เช่น สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์
  • กลุ่มประเทศที่วางตัวเป็นกลาง เช่น ไทย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และอินเดีย

ประเทศไทยถือว่ามีข้อได้เปรียบจากการไม่อยู่ในฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจน ทำให้ยังสามารถค้าขายกับทุกกลุ่มได้ และมีโอกาสดึงดูดการลงทุนจากประเทศต่างๆ ที่ต้องการกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน

โลกการค้าแบ่งขั้วชัดขึ้น 'กิริฎา' แนะ 4 เทรนด์ ปรับตัวรับกติกาใหม่

ประการที่สอง คือ การรวมกลุ่มทางการค้าในรูปแบบใหม่จะเกิดขึ้นมากขึ้น ทั้งในระดับพหุภาคี และทวิภาคี โดยประเทศต่างๆ กำลังเร่งสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางเศรษฐกิจเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลก ตัวอย่างเช่น กลุ่มความร่วมมือด้านการอำนวยความสะดวกการลงทุน (Facilitate Investment Partnership : FIP) ที่ริเริ่มโดยสิงคโปร์ และนิวซีแลนด์ ซึ่งประเทศไทยได้รับเชิญให้เข้าร่วม และกำลังศึกษาประโยชน์ที่ภาคธุรกิจไทยจะได้รับจากการเป็นสมาชิก

ประการที่สาม คือ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือ Economic Security จะกลายเป็นหัวใจสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจทั่วโลก หลังจากเกิดสงคราม และความขัดแย้งในหลายพื้นที่ ประเทศต่างๆ ให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านพลังงาน อาหาร และแร่ธาตุสำคัญมากขึ้น จากเดิมที่เน้นระบบการผลิตแบบ “Just in Time” ก็เปลี่ยนมาเป็น “Just in Case” เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิด

ประการที่สี่ คือ “ความน่าเชื่อถือ” หรือ Trust จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการค้าโลก ประเทศหรือผู้ประกอบการที่ได้รับความไว้วางใจจากคู่ค้าจะมีความได้เปรียบมากขึ้น แม้ว่าสินค้าอาจมีราคาสูงกว่าคู่แข่งก็ตาม เพราะผู้ซื้อให้ความสำคัญกับความมั่นใจในคุณภาพสินค้า ความต่อเนื่องของการส่งมอบ และความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่อาจเกิดขึ้น

แนวโน้มทั้ง 4 ประการดังกล่าวกำลังส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ หลายบริษัทข้ามชาติกำลังกระจายฐานการผลิตออกจากประเทศเดิมเพื่อลดความเสี่ยง ซึ่งไทยได้รับอานิสงส์จากกระแสดังกล่าวอย่างชัดเจน สะท้อนจากตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีมูลค่ารวมระดับล้านล้านบาทต่อปี

โลกการค้าแบ่งขั้วชัดขึ้น 'กิริฎา' แนะ 4 เทรนด์ ปรับตัวรับกติกาใหม่

นอกจากนี้ ไทยยังมีความได้เปรียบด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ และความมั่นคงด้านพลังงาน โดยสามารถรักษาระดับการจัดหาพลังงานได้อย่างต่อเนื่องแม้ในช่วงวิกฤติราคาพลังงานโลก ขณะที่ระบบขนส่ง และการเชื่อมโยงทางการค้าของไทยยังคงอยู่ในระดับแข่งขันได้เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค

ทั้งนี้ผู้ส่งออกไทยไม่ควรพึ่งพาตลาดสหรัฐมากเกินไป เนื่องจากแนวโน้มมาตรการกีดกันทางการค้ามีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาตรการ 301 สหรัฐที่กำลังจะมีการประกาศอัตราใหม่ในเดือนก.ค.นี้ ซึ่งรัฐบาลไทยกำลังเร่งเจรจากับฝ่ายสหรัฐ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในอาเซียน

“สหรัฐใช้มาตรา 301 ตรวจสอบประเทศไทย 2 กรณี ได้แก่ การนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ และกรณีกำลังการผลิตส่วนเกินในภาคอุตสาหกรรม โดยเบื้องต้นสหรัฐประกาศอัตราภาษีที่ 12.5% และคาดว่าผลสรุปฉบับสุดท้ายในวันที่ 24 ก.ค.69 คาดว่าจะปรับขึ้นสูงกว่า 12.5% แต่จะเป็นเท่าไรนั้นประเมินไม่ได้ ซึ่งเราก็หวังว่าน่าจะใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เพื่อให้ยังสามารถแข่งขันทางการค้าได้” ดร.กิริฎา กล่าว

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ และทีมไทยแลนด์ยังมองว่า ประเด็นนี้อาจไม่ใช่คดีสุดท้ายที่สหรัฐจะดำเนินการกับไทย จึงจำเป็นต้องเร่งกระจายตลาดใหม่ๆ และช่วยให้ภาคเอกชนปรับตัวรับมือกับความท้าทายทางการค้าระยะต่อไป

ดร.กิริฎา กล่าวว่า เพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์จึงเร่งขยายเครือข่ายความตกลงการค้าเสรี (FTA) ต่อเนื่อง ปัจจุบันไทยมี FTA มีผลบังคับใช้แล้ว 14 ฉบับ ครอบคลุม 18 ประเทศ และปี 2570 คาดว่าจะมี FTA ใหม่เพิ่มอีกอย่างน้อย 2 ฉบับ ได้แก่ ไทย-EFTA ซึ่งครอบคลุมสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ รวมถึง FTA ไทย-ภูฏาน

ขณะเดียวกันไทยยังอยู่ระหว่างการเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งขณะนี้เข้าสู่การเจรจารอบที่ 10 แล้ว โดยรัฐบาลตั้งเป้าสรุปผลการเจรจาภายในสิ้นปีนี้ นอกจากนี้ยังเจรจาระหว่างอาเซียนกับแคนาดา และอาเซียนกับเกาหลีใต้ ซึ่งจะช่วยขยายโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการไทยในอนาคต

นอกจากนี้ กฎเกณฑ์การค้าโลกในอนาคตจะให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนมากขึ้น โดยเฉพาะมาตรฐานด้าน ESG และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งอาจเป็นทั้งความท้าทาย และโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทย หากยกระดับมาตรฐานการผลิตให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของตลาดสำคัญอย่างสหภาพยุโรปจะเพิ่มมูลค่า และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้

อย่างไรก็ตามแม้โลกจะเผชิญความไม่แน่นอนสูง แต่ประเทศไทยยังมีโอกาสจำนวนมาก หากสามารถปรับตัวได้ทันต่อกติกาโลกใหม่ โดยหัวใจสำคัญคือ การเพิ่มองค์ความรู้ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า และบริการ การใช้ประโยชน์จาก FTA และการรักษาความน่าเชื่อถือในฐานะคู่ค้าระหว่างประเทศ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

”โลกการค้าที่กติกากำลังถูกเขียนใหม่เราจะขยายการค้าอย่างยั่งยืนด้วยความรู้การเพิ่มคุณค่า และความน่าเชื่อถือ“ ดร.กิริฎา กล่าว

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์