วันนี้ (25 มิ.ย.) นายพจน์ อร่ามวัฒนา ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวในงาน "WINNING IN TRADE UNDER THE NEW WORLD ORDER: การค้าที่ต้องชนะ ในกติกาโลกใหม่" จัดโดยกรมการค้าต่างประเทศ (DFT) ร่วมกับ เนชั่น กรุ๊ป ว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และความต้องการของตลาดโลก (Demand Chain) ซึ่งทุกภาคส่วนทั้งรัฐบาล ข้าราชการ และเอกชน จำเป็นต้องยอมรับและปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อให้ไทยสามารถอยู่รอดได้ในบริบทโลกใหม่
นายพจน์ระบุถึงสถานการณ์การแข่งขันในภูมิภาคว่า ปัจจุบันนักลงทุนรายใหญ่จาก ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง และมาเก๊า นิยมไปตั้งฐานการดำเนินงานที่สิงคโปร์ เนื่องจากมีข้อได้เปรียบด้าน ภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต่ำเพียง 15% ขณะที่ไทยอยู่ที่ 20% รวมถึงสิทธิประโยชน์ภาษีเงินได้สำหรับผู้บริหาร ทำให้บริษัทข้ามชาติมักเลือกสิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการค้า (Trading Hub) เพื่อบริหารจัดการภาษี
อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีจุดแข็งที่ชาวต่างชาติมองว่าเป็น Safe Haven หรือพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มทุนญี่ปุ่นที่พยายามเข้ามาในไทยเพื่อถ่วงดุลอำนาจการลงทุนกับจีน แต่ไทยต้องมีกลยุทธ์ในการเจรจาเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด โดยการสนับสนุนให้เกิดการใช้วัตถุดิบในภูมิภาค (RVC) และการสร้าง Local Content ในประเทศเราให้มากขึ้น
นายพจน์กล่าวว่าบทเรียนจากความสำเร็จของโตโยต้า เมื่อ 60 ปีก่อน ที่เริ่มจากการประกอบชิ้นส่วน และพัฒนาไปสู่การร่วมทุนกับผู้ประกอบการไทยเพื่อผลิตชิ้นส่วนต่างๆ เช่น เบาะ ประตู และตัวถัง จนเกิดเป็นห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งในประเทศ โดยรัฐควรใช้เงื่อนไขทางการค้าบีบให้บริษัทต่างชาติที่เข้ามาใหม่ (โดยเฉพาะกลุ่มทุนจีน) ต้องร่วมลงทุนและสร้างเครือข่าย Supply Chain ร่วมกับคนไทย เพื่อสร้างงานและรายได้กระจายสู่ท้องถิ่น ไม่ใช่เพียงแค่เข้ามาใช้ทรัพยากร น้ำ ไฟ และถนนของไทยโดยที่ประเทศไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควร
นอกจากนี้ในด้านเศรษฐกิจฐานรากหอการค้าไทยได้นำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.)ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมาให้มีการ ปฏิรูปภาคเกษตรอย่างยิ่งใหญ่เนื่องจากประชากรเกือบครึ่งประเทศ หรือครอบครัวเกษตรกรกว่า 11 ล้านคน ยังมีรายได้น้อยและอยู่ในภาวะอ่อนแอ หากคนกลุ่มนี้ไม่มีกำลังซื้อ เศรษฐกิจภายในประเทศจะไม่สามารถขับเคลื่อนไปได้แม้จะมีการลงทุนจากต่างชาติเข้ามามากเพียงใดก็ตาม
นอกจากนี้ยังได้เสนอให้ภาครัฐเร่งแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการค้า (Regulatory Guillotine) และขจัดปัญหาคอร์รัปชันซึ่งเป็นปัจจัยลบสำคัญที่นักลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะจากยุโรปกังวล พร้อมทั้งสนับสนุนให้ SMEs เข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น AI และระบบหุ่นยนต์ (Robotics) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เนื่องจากบริษัทขนาดใหญ่สามารถปรับตัวได้เอง แต่รายเล็กยังต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาล
"เราต้องเอาจุดแข็งเดิมที่เป็นของเก่าของไทย เช่น ภาคการผลิตที่แข็งแกร่ง และความเป็นสวรรค์ของการท่องเที่ยวจากนิสัยคนไทยที่ใจดีและอาหารอร่อย มาผลักดันและต่อยอดให้หนักขึ้น แทนที่จะมุ่งเน้นแต่เศรษฐกิจใหม่ (New Economy) เพียงอย่างเดียว ซึ่งเราอาจจะเสียเปรียบด้านภาษาและองค์ความรู้บางประการ " นายพจน์กล่าว


