นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แสดงวิสัยทัศน์บนเวทีในงานสัมนา “Energy Transition : เปลี่ยนผ่านพลังงานไทย สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” ซึ่งจัดโดย "หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ" ภายใต้หัวข้อ "ทิศทางพลังงานไทยบนความท้าทาย PDP 2026" ว่า การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero โจทย์ใหญ่ของพลังงานไทยวันนี้ไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องราคาถูก หรือสิ่งแวดล้อมเท่านั้น
ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงความมั่นคงทางพลังงาน ท่ามกลางปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรง โดยปัจจุบันไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 90% และนำเข้าก๊าซเพื่อผลิตไฟฟ้าอีกมหาศาล หากเกิดวิกฤติในตะวันออกกลางจะกระทบต่อต้นทุนอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจไทยทันที
นายเอกนัฏ กล่าวเน้นย้ำว่า นโยบายที่ฉลาดต้องยิงกระสุนนัดเดียวให้ตอบโจทย์ทั้ง 3 เรื่อง คือ ราคาต้นทุนที่แข่งขันได้ ความสะอาดตามเกณฑ์โลก และความมั่นคงที่ไม่ต้องพึ่งพาต่างชาติมากเกินไป โดยมีแนวทางหลัก ดังนี้
1. ปฏิวัติโซลาร์รูฟท็อป โดยเลิกขั้นตอนยุ่งยาก โดยมองว่าแสงแดดคือทรัพยากรที่พระเจ้าให้มาฟรีและถูกที่สุด จึงสั่งการให้ลดขั้นตอนการขออนุญาตติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปให้รวดเร็ว หากติดเพื่อใช้เองต้องจบใน 7 วัน และหากผลิตเพื่อขายคืนระบบต้องไม่เกิน 30 วัน
พร้อมเตรียมขยายโควตารับซื้อไฟคืนจากเดิม 90 เมกะวัตต์ เป็น 500-1,000 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ ยังมีแผนออกแพ็กเกจเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและช่วยเงินดาวน์เพื่อให้ภาคครัวเรือนเข้าถึงการติดตั้งโซลาร์ได้ง่ายขึ้น โดยใช้เงินที่ประหยัดได้จากค่าไฟมาผ่อนชำระแทน
2. คุมเข้ม Data Center ป้องภาระค่าไฟประชาชน จากการที่มีการขอใช้ไฟฟ้าสำหรับ Data Center สูงถึงเกือบ 30,000 เมกะวัตต์ กระทรวงพลังงาน จึงเตรียมออกมาตรการป้องกันการจองล่วงหน้าเกินจริง (Over Forecast) โดยจะกำหนดให้ผู้ที่จะจองไฟฟ้าต้องวางเงินมัดจำ เช่น เมื่อจอง 100 เมกะวัตต์ อาจต้องมัดจำล่วงหน้า 1 ปี หรือประมาณ 3,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ เพื่อนำเงินส่วนนี้มาพัฒนาโครงข่ายและลดภาระค่าไฟให้ประชาชน ดังนั้น Data Center ที่จะเข้ามาต้องสร้างประโยชน์ให้เศรษฐกิจไทยจริง ไม่ใช่แค่มาแย่งใช้ทรัพยากร
3. ดันเชื้อเพลิงชีวภาพอุ้มเกษตรกรไทย ในส่วนของภาคขนส่ง แม้ทั่วโลกจะมุ่งไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) แต่ไทยต้องรักษาฐานอุตสาหกรรมยานยนต์เดิมไว้ในฐานะ Last Man Standing โดยจะส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพทั้งเอทานอลและไบโอดีเซลให้มากขึ้น
"แม้บางช่วงราคาสูงกว่านำเข้าแต่เงินจะหมุนเวียนอยู่กับเกษตรกรและผู้ประกอบการในประเทศ พร้อมสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล (Biomass) ซึ่งสามารถผลิตไฟได้ตลอด 24 ชั่วโมง และปัจจุบันมีต้นทุนที่สู้กับก๊าซ LNG นำเข้าได้ดีกว่าเมื่อเกิดภาวะสงคราม" นายเอกนัฏ กล่าว
"การเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ต้องมีวิสัยทัศน์และเจตจำนงที่ชัดเจน เราจะทำงานโดยใช้สติปัญญาและแรงบันดาลใจเพื่อสร้างโอกาสจากวิกฤตพลังงาน และทำให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนในเวทีโลก" นายเอกนัฏ กล่าว


