วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน 2569

Login
Login

ทุบค่าโดยสาร‘รถไฟฟ้าทุกสี-ทุกสาย’ รฟม.คุมเบ็ดเสร็จรัฐควักปีละ3-4พันล้านอุ้มระบบ

ครม.เคาะค่าโดยสารรถไฟฟ้าทุกสี ทุกสาย ราคาเดียว 17-45 บาทค่าเเรกเข้าเพียงครั้งเดียว คมนาคม เร่งเจรจาเอกชนคู่สัญญาเซ็ตระบบเคลียริ่งเฮาส์ หลังล้มมติครม.20 บาทตลอดเสีย ทำบัตรกระต่ายหลุดระบบ คงบัตร EMV Contactless Card เท่านั้น ส่งรฟม.คุมรถไฟฟ้าแบบองค์รวมเพียงรายเดียวสำนักงบฯย้ำคำนึงสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาตามสัญญาสัมปทาน

นายพิพัฒน์รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมามีมติเห็นชอบมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนครอบคลุมรถไฟฟ้าทุกสี และทุกสาย โดยใช้วิธีการในลักษณะของตั๋วร่วมในราคา 17-45 บาท คือ เสียค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียว

ทั้งนี้ รัฐบาลจะพยายามผลักดันให้เริ่มใช้ได้ภายในวันที่1 ม.ค. 2570เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ และลดภาระค่าครองชีพประชาชน โดยจากนี้ไปกระทรวงคมนาคม จะไปหารือเกี่ยวกับการทำระบบเคลียริ่งเฮาส์ เพื่อจัดทำระบบเก็บเงินคือ เสียค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียว

กำหนดแล้วเสร็จภายในธ.ค.69 

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม.จึงมีมติเห็นชอบให้ยกเลิกมติ ครม. เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2568 เรื่อง มาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาท ตลอดสาย (ระยะที่ 2) และยกเลิกการมอบหมายให้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) ดำเนินการพัฒนาระบบบริหารจัดการรายได้กลาง (CCH) โดยมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) หารือร่วมกับกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณาหน่วยงานที่เหมาะสมในการดำเนินการพัฒนาและบริหารจัดการศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง และออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วม พ.ศ. ... ให้ภายเสร็จภายในเดือนธ.ค.2569

สำหรับมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนที่ ครม.รับทราบ ประกอบด้วยหลักการ ดังนี้ 1.อัตราค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว (รวมอัตราค่าแรกเข้าตามสัญญาเดิม 17 บาท) ครอบคลุมรถไฟฟ้าทุกสายในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลทั้งหมด 

“หากค่าโดยสารตลอดเส้นทางไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว ให้จัดเก็บตามจริง และไม่มีการเก็บอัตราค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน โดยจัดเก็บที่สถานีต้นทางเพียงครั้งเดียว”

อวสานบัตรกระต่ายใช้EMV Contactless Cardเท่านั้น 

 2. ใช้บัตร EMV Contactless Card ในการชำระค่าโดยสาร ซึ่งต่างจาก  มติเดิมที่กำหนดให้ใช้ บัตร EMV Contactless Card

และ บัตร Rabbit แบบ ABTร่วมด้วยได้  และ3.กำหนดค่าโดยสารพิเศษสำหรับผู้สูงอายุ เด็ก คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส

"มากไปกว่านั้น ครม.ยังรับทราบมติคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ปี 2568 ที่เห็นชอบการปรับโครงสร้างรถไฟฟ้าแบบองค์รวม โดยให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)เป็นหน่วยงานของรัฐรายเดียว เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าแบบองค์รวมรวม" 

ทั้งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องในการโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลัก สายสีเขียวส่วนต่อขยาย สายสีทอง และสายสีแดง รวมถึงรายได้และภาระของโครงการดังกล่าวตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 

      รายงานข่าวทำเนียบรัฐบาลระบุว่า ที่ประชุมครม.กำหนดให้ มอบหมายให้คณะกรรมการกำกับดูแลตามมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติ

การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ของสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในแต่ละสัญญาดำเนินการเจรจาค่าแรกเข้าและส่วนแบ่งรายได้เนื่องจากปริมาณผู้โดยสารส่วนเกินที่เกิดขึ้นใหม่ (Induced Passenger) จากผู้ประกอบการเพื่อคืนให้กับประชาชน 

รฟม.รับบริหารจัดการรถไฟฟ้าองค์รวม

รวมถึง มอบหมายให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) เร่งรัดดำเนินการโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลัก ส่วนต่อขยาย และสายสีทอง ทั้งทรัพย์สินและภาระหนี้สินให้รฟม.ตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบต่อไป

     “รฟม. ทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าแบบองค์รวมเพียงรายเดียวจาก 3 หน่วยงาน คือ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) รฟม. และ กทม. และการเปลี่ยนรูปแบบสัญญาเป็นแบบ PPP Gross Cost หรือสัญญา จ้างเดินรถ" 

ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2569 เห็นชอบการดำเนินการดังกล่าวด้วยแล้ว ทั้งนี้  สำนักงบประมาณ (สงป.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานอัยการสูงสุด (อส.) พิจารณาแล้วเห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง โดยมีความเห็น ดังนี้

อย่างไรก็ตามประเด็นการเจรจากับคู่สัญญาสัมปทานรถไฟฟ้า สงป. เห็นควรกำหนดแนวทางในการเจรจากำหนดอัตราค่าแรกเข้าและสัดส่วนการแบ่งรายได้อย่างเหมาะสม เป็นธรรม และเป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยไม่ทำให้รัฐเสียผลประโยชน์ และคำนึงสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาตามสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในแต่ละสัญญาตามความเห็นของ อส. ด้วย

เปิดตัวเลขภาระงบประมาณปี69

ขณะที่ประเด็นแนวทางและหลักการการดำเนินมาตรการ สศช. เห็นว่า สนข. ควรเร่งดำเนินการศึกษาโครงสร้างอัตราค่าโดยสารร่วมที่มีความเหมาะสมและไม่ก่อให้เกิดภาระทางการเงินการคลัง พร้อมทั้งเร่งดำเนินการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วม และ รฟม. ควรเร่งดำเนินการศึกษารูปแบบการให้เอกชนร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลักภายหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในปี 2572

รายงานข่าวระบุอีกว่า  จำนวนผู้โดยสาร ค่าใช้จ่ายในการดำเนินมาตรการ และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่จะได้รับในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มติครม.ครั้งล่าสุดนี้ ประเมินปริมาณผู้โดยสารอยู่ที่  1.56 ล้านคน/เที่ยว/วัน ซึ่งต่ำกว่ามติครม.ครั้งก่อน ขณะที่ เงินรัฐอุดหนุน อยู่ที่  3,054 –4,698ล้านบาท/ปี ลดลงจาก  9,665 –12,863ล้านบาท/ปี ส่วน ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่จะได้รับ  อยู่ที่16,007.30ล้านบาท  ลดลงจาก  21,812.46ล้านบาท

ทุบค่าโดยสาร‘รถไฟฟ้าทุกสี-ทุกสาย’  รฟม.คุมเบ็ดเสร็จรัฐควักปีละ3-4พันล้านอุ้มระบบ