วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน 2569

Login
Login

'เอสซีจี' พลิกเกม! เฟ้นหาพันธมิตร 'จีน' หวังดันรายได้ 10% ใน 5 ปี

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจี กล่าวว่า ในช่วง 3 ปีข้างหน้า ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกจะเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งความผันผวนของราคาพลังงาน การแข่งขันที่รุนแรงจากผู้ผลิตจีน ความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานในอาเซียน ภาวะเงินเฟ้อ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยี ซึ่งล้วนเข้ามาเปลี่ยนกติกาการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ

“วันนี้ความผันผวนไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราวอีกต่อไป แต่กลายเป็นบริบทใหม่ของการดำเนินธุรกิจ ผู้เล่นที่มีความได้เปรียบจากตลาดขนาดใหญ่และต้นทุนต่ำอย่างจีนกำลังเข้ามามีบทบาทอย่างมากในอาเซียน ดังนั้นองค์กรที่จะอยู่รอดได้ ต้องปรับตัวเร็ว มีความยืดหยุ่นสูง และสร้างขีดความสามารถใหม่อย่างต่อเนื่อง”

แนวคิด “อย่ากลัวจีน” เป็นพันธมิตรสร้างการเติบโต

อย่างไรก็ตาม จากเดิมที่ภาคธุรกิจจำนวนมากมองจีนเป็นคู่แข่งรายสำคัญ บริษัทได้ปรับมุมมองใหม่โดยผลักดันให้ทุกกลุ่มธุรกิจ “อย่ากลัวจีน” แต่ให้อ้าแขนรับและสร้างความร่วมมือระยะยาวกับพันธมิตรที่มีคุณภาพ เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจทั้งในจีนและภูมิภาคอาเซียน

ทั้งนี้ การคัดเลือกพันธมิตรจะเน้นกลุ่ม “จีนขาว” ที่มีธรรมาภิบาลและวิสัยทัศน์การดำเนินธุรกิจระยะยาว โดยเปิดกว้างทั้งกลุ่มรัฐวิสาหกิจและภาคเอกชน แต่จะให้น้ำหนักกับภาคเอกชนมากกว่า เนื่องจากมีความคล่องตัวในการตัดสินใจและการลงทุนสูงกว่า

"เอสซีจีเริ่มมีการขยายความร่วมมืออย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะกลุ่มบริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) ที่มีการประกาศร่วมทุนกับพันธมิตรจีนรายใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันและสร้างการเติบโตระยะยาวในภูมิภาค การมีพันธมิตรจีนจะช่วยเร่งการเติบโตได้เร็วกว่าการลงทุนด้วยตัวเอง โดยในช่วง 3 ปีแรก คาดว่าจะช่วยเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจได้ราว 10-30% และจะสร้างผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากขึ้นในระยะ 10-20 ปีข้างหน้า"

ตั้งเป้ารายได้จีนแตะ 10% ภายใน 5 ปี

ปัจจุบันรายได้ของเอสซีจีจากตลาดจีนมีสัดส่วนเพียง 2% ของรายได้รวม แต่ภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่ บริษัทตั้งเป้าหมายขยายสัดส่วนดังกล่าวให้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 10% ภายใน 5-10 ปีข้างหน้า

โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนของการร่วมทุน (Joint Venture) หรือการจับมือกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ใหม่ตั้งแต่ปีนี้ถึงปีหน้า ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการเติบโตทั้งในจีน ไทย และประเทศศักยภาพในอาเซียน

สั่งผู้บริหารบินจีนปีละ 2-3 รอบ หา “ปลาใหญ่”

เพื่อผลักดันยุทธศาสตร์ดังกล่าวให้เกิดขึ้นจริง เอสซีจีกำหนดนโยบายเชิงรุกให้ผู้จัดการใหญ่ (BU President) ของทุกกลุ่มธุรกิจต้องเดินทางไปประเทศจีนอย่างน้อยปีละ 2-3 ครั้ง เพื่อเจรจาและสร้างเครือข่ายกับพันธมิตรระดับแนวหน้าโดยตรง

ขณะเดียวกันยังเร่งเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร ผ่านการส่งนักเรียนทุนไปศึกษาต่อในประเทศจีน รวมถึงเพิ่มการรับบุคลากรที่มีทักษะด้านภาษาจีนเข้ามาเสริมศักยภาพองค์กร เพื่อรองรับการขยายธุรกิจในอนาคต

ปรับเกมธุรกิจ หนีสงครามราคา

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการทะลักเข้ามาของสินค้าจีนราคาถูก เอสซีจีเลือกใช้ยุทธศาสตร์สร้างมูลค่าเพิ่ม แทนการเผชิญหน้าด้วยการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว โดยปรับโมเดลธุรกิจจากการขายสินค้าแบบ Commodity ไปสู่การนำเสนอ “System & Solution” หรือระบบครบวงจร

ตัวอย่างเช่น ธุรกิจวัสดุก่อสร้างจะไม่จำหน่ายเพียงกระเบื้องหรือปูนซีเมนต์แยกชิ้นอีกต่อไป แต่จะพัฒนาเป็นระบบผนัง ระบบก่อสร้าง และโซลูชันครบวงจรที่ช่วยลูกค้าลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการก่อสร้าง และยกระดับคุณภาพงาน

แนวทางดังกล่าวจะช่วยรักษาระดับอัตรากำไร (Margin) ให้ดีกว่าการแข่งขันในตลาดสินค้าทั่วไปที่ต้องเผชิญแรงกดดันจากราคาสินค้าจีนอย่างต่อเนื่อง

ชูอาเซียนศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ของโลก

นอกจากนี้ ภูมิภาคอาเซียนกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งใหม่ของโลก จากศักยภาพด้านจำนวนประชากร การลงทุน และการเป็นฐานการผลิตสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลก

โดยข้อมูลจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจอาเซียนจะเติบโตเฉลี่ย 4.7% ขณะที่แต่ละประเทศมีจุดแข็งที่แตกต่างกัน ทั้งด้านนวัตกรรม ต้นทุนการผลิต กฎหมาย และแรงงานที่สามารถเกื้อหนุนกันได้

ดังนั้น เอสซีจีจึงวางยุทธศาสตร์ขยายการลงทุนร่วมกับพันธมิตรจีนไปยังตลาดศักยภาพอย่างเวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งบริษัทมีฐานการดำเนินงานที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว พร้อมพยายามหาโอกาสการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน ภายหลังเห็นทิศทางการเติบโตของอาเซียนอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากมูลค่าการค้าที่ขยายตัวสูงถึง 8.23 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 ที่ผ่านมา

"ความแข็งแกร่งของสำนักงานในประเทศต่าง ๆ ทั้งเวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เพื่อสร้างความร่วมมือที่เกื้อหนุนกัน จุดแข็งที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศจะช่วยสร้างการเติบโตแบบยั่งยืน"

เร่งใช้ AI-Robotics ยกระดับการแข่งขัน

สำหรับแผนระยะกลางช่วงปี 2569-2570 เอสซีจีจะเร่งประยุกต์ใช้ Robotics & AI และเทคโนโลยีดิจิทัลตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ ตั้งแต่การผลิต การตลาด การบริหารซัพพลายเชน ไปจนถึงงานวิจัยและพัฒนา

พร้อมเดินหน้าโครงการเพิ่มความยืดหยุ่นด้านวัตถุดิบด้วยก๊าซอีเทนที่โรงงานลองเซิน ปิโตรเคมิคอลส์ (LSP) ประเทศเวียดนาม รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยระหว่าง GC และ SCGC เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันระดับภูมิภาค

ควบคู่ไปกับการพัฒนาสินค้าสามกลุ่มหลัก ได้แก่ สินค้ารักษ์โลก (Green Products) สินค้าคุณภาพดีราคาคุ้มค่า (Smart Value Products : SVP) และสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added Products : HVA)

ขายหุ้นบริษัทลูกในอินโดฯ ลดหนี้-เร่งเครื่องโรงงาน

สำหรับความคืบหน้าการดำเนินงานตามกลยุทธ์สร้างความเข้มแข็งทางการเงินและการขยายฐานการผลิตในอาเซียน โดยเน้นการบริหารจัดการสินทรัพย์และการปรับตัวของโรงงานหลักเพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ โดยการขายหุ้นธุรกิจเพื่อสร้างสภาพคล่องและลดหนี้ ของDivestment ในบริษัท Chandra Asri (CAP) ประเทศอินโดนีเซีย นั้น

ถือเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก (Non-strategic assets) โดยได้รับเงินสดกลับมาประมาณ 25,000 ล้านบาท การขายหุ้นครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ที่ไม่ต้องการเพิ่มหนี้ใหม่แต่ต้องการใช้เงินทุนจากการบริหารสินทรัพย์เดิมมาหมุนเวียน

สำหรับเงินที่ได้จากการขายหุ้นจำนวน 25,000 ล้านบาท เอสซีจีมีแผนจัดสรรดังนี้ ลงทุนในโครงการอีเทน (Ethane Project) ที่เวียดนาม (LSP) ประมาณ 500 ล้านดอลลาร์ หรือราว 16,000 ล้านบาท เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาน้ำมันและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน

ส่วนที่เหลือประมาณ 7,000 - 8,000 ล้านบาท (หลังหักภาษี) จะนำไปชำระหนี้เพื่อลดภาระดอกเบี้ยซึ่งมีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 3.3% ช่วยให้งบดุลของบริษัทเข้มแข็งขึ้นในภาวะเงินเฟ้อ

เตรียมพิจารณาเปิดโรงงานระยองอีกครั้ง

ส่วนความคืบหน้าการดำเนินงานโรงงานในเวียดนามและระยอง ในส่วนของการบริหารจัดการโรงงานอุตสาหกรรมท่ามกลางความไม่แน่นอนของราคาพลังงานและเส้นทางการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เอสซีจีได้ปรับแผนการดำเนินงานดังนี้

ประเทศเวียดนาม (โครงการ LSP) บริษัทได้ตัดสินใจเร่งแผนการเริ่มเดินเครื่องโรงงานในส่วนที่ใช้อีเทนให้เร็วขึ้นกว่าเดิม ซึ่งแต่เดิมมีกำหนดเริ่มในปีหน้า แต่ปัจจุบันคาดว่าจะสามารถเริ่มได้ในช่วงต้นไตรมาส 4 หรือไตรมาส 3 ของปีนี้ เพื่อรับมือกับความผันผวนของวัตถุดิบ

สำหรับโรงงานในพื้นที่ระยอง โรงงาน MOC (Map Ta Phut Olefins) ยังคงเดินหน้าผลิตได้อย่างต่อเนื่องและไม่มีปัญหา ส่วน โรงงาน ROC (Rayong Olefins) ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาและรอการตัดสินใจในแนวทางการดำเนินงานต่อไป

"การดำเนินการทั้งหมดนี้สะท้อนถึงการปรับตัวของเอสซีจีที่มุ่งขยาย Operating Space หรือพื้นที่ในการบริหารธุรกิจให้คล่องตัวขึ้น ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า และใช้จุดแข็งของแต่ละประเทศในอาเซียนมาประสานพลังเพื่อสร้างสเกลการผลิตที่แข่งขันกับตลาดโลกได้"

ศึกษา SMR รับโจทย์พลังงานสะอาด

ในระยะยาว เอสซีจียังให้ความสนใจเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคตอย่างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor : SMR) โดยอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้และหารือกับผู้เชี่ยวชาญทั้งจากสหรัฐและจีน เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานสะอาดและต้นทุนต่ำในอนาคต

พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า ภายใต้แนวคิด “Inclusive Green Growth”

มั่นใจ EBITDA ปีนี้ทะลุ 5.5 หมื่นล้าน

ส่วนผลประกอบการปี 2569 บริษัทมั่นใจว่า EBITDA จะสูงกว่า 55,000 ล้านบาทอย่างแน่นอน หลังไตรมาสแรกมี Adjusted Cash EBITDA อยู่ที่ 14,929 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่ปี 2570 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของธุรกิจ เนื่องจากโครงการเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้ก๊าซอีเทนจะแล้วเสร็จและสามารถเดินเครื่องได้เต็มปี ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในระยะต่อไป

“การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันไม่ใช่ภารกิจขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการยกระดับระบบอุตสาหกรรมไทยและอาเซียนให้แข็งแกร่ง เพื่อให้ภูมิภาคของเราสามารถเติบโตและแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน” นายธรรมศักดิ์ กล่าว