สภาผู้แทนราษฎรอยู่ระหว่างการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 10,328.07 ล้านบาท ที่รัฐบาลได้เสนอร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เพื่อโอนงบประมาณที่หน่วยงานราชการเบิกจ่ายและผูกพันงบประมาณไม่ได้ตามกำหนดเวลาเพื่อมารวมกับงบกลางรายการสำรองจ่ายฯปี 2569 ที่เหลืออยู่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท เพื่อที่จะสามารถรับมือกับปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน และสาธารณภัยที่ประเทศไทยจะต้องเผชิญในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ 2569 ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 1 ก.ย.2569
โดยหน่วยงานที่มีการโอนงบประมาณคืนสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 คือ กระทรวงคมนาคม จำนวน 2,442.50 ล้านบาท คิดเป็น 23.65% ของงบประมาณที่โอนทั้งหมด
อันดับ 2 กระทรวงมหาดไทย จำนวน 2,249.64 ล้านบาท คิดเป็น 21.78% ของงบประมาณที่โอนทั้งหมด
และ อันดับ 3 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 1,424.41 ล้านบาท คิดเป็น 13.79% ของงบประมาณที่โอนทั้งหมด
แม้ว่าการทำ พ.ร.บ.งบประมาณจะเป็นการบริหารจัดการทางงบประมาณที่ฝ่ายบริหารสามารถทำได้อย่างไรก็ตามการจัดทำ พ.ร.บ.โอนงบประมาณในลักษณะนี้มีทั้งข้อดี และข้อเสียต่อเศรษฐกิจโดยรวม
ทั้งนี้สำนักงบประมาณของรัฐสภา (PBO) ได้จัดทำรายงานวิเคราะห์ ร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. .... (การโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569) โดยมีการวิเคราะห์ถึงข้อดีและข้อเสียของการจัดทำ พ.ร.บ.โอนงบประมาณโดยมีสาระสำคัญดังนี้
1.ข้อดีของการจัดทำ พ.ร.บ.การโอนงบประมาณ ได้แก่
- เพิ่มความคล่องตัวภาครัฐ โดยข้อดีที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการเพิ่ม "พื้นที่ทางการคลัง" ทำให้รัฐบาลมีความยืดหยุ่นในการอนุมัติงบประมาณเพื่อแก้ไขวิกฤตเร่งด่วนได้รวดเร็วกว่าขั้นตอนปกติ โดยเฉพาะการเข้าเยียวยาประชาชนจากภาระค่าครองชีพและภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นในช่วงปลายปีงบประมาณ
- ลดค่าเสียโอกาสทางการเงิน โดยการโอนงบประมาณเป็นการนำเอาเม็ดเงินงบประมาณจากรายการที่ล่าช้าหรือติดขัด นำกลับมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจผ่านมาตรการกระตุ้นการจ้างงานและการบริโภค ซึ่งดีกว่าปล่อยให้งบประมาณถูกพับตกไปเมื่อสิ้นปีโดยไม่ได้สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจใดๆ
2.ข้อเสียของการจัดทำ พ.ร.บ.การโอนงบประมาณ ได้แก่
- กระทบการลงทุนและขีดความสามารถของประเทศ โดยรายจ่ายที่ถูกโอนในครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายลงทุนถึง 93.39% ดังนั้นการตัดงบลงทุนไปเป็นงบกลางซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นรายจ่ายประจำ อาจส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนจริงของประเทศลดลง กระทบต่อการสะสมทุนและขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
- ความเสี่ยงด้านความโปร่งใส โดยการโยกงบประมาณจากระบบปกติที่มีเงื่อนไขชัดเจนไปไว้ในงบกลาง ซึ่งอยู่ภายใต้ดุลยพินิจของฝ่ายบริหารโดยตรง ถูกมองว่าเป็นการเพิ่มความเสี่ยงด้านวินัยการเงินการคลัง อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดโครงการในลักษณะประชานิยมเพื่อสร้างความนิยมทางการเมือง ซึ่งอาจขาดตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจนตามที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เคยตั้งข้อสังเกตไว้ในอดีต
- แผนงานบูรณาการสะดุด การโอนงบประมาณในแผนงานบูรณาการอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ต่อโครงการที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทำให้เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่วางไว้ไม่บรรลุผลตามกำหนดเวลา
กล่าวโดยสรุป ข้อดีและข้อเสนอของการโอนงบประมาณครั้งนี้คือการรักษาสมดุลระหว่างความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ปัญหา กับ ความเข้มงวดในการรักษาเสถียรภาพทางการคลัง ซึ่งในระยะยาวรัฐบาลจำเป็นต้องมีระบบคัดกรองโครงการที่ขอใช้งบกลางอย่างเข้มงวด
เพื่อให้มั่นใจว่าเงินทุกบาทที่โอนไปนั้นจะสร้างความคุ้มค่า สร้างประโยชน์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยต้องไม่กลายเป็นภาระผูกพันทางการคลังในอนาคต


