วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน 2569

Login
Login

'คมนาคม' คาดใช้งบ 4,698 ล้านบาทต่อปี หนุนนโยบาย 'รถไฟฟ้า' 17 - 45 บาท

ครม. ไฟเขียวมาตรการลดค่าครองชีพรถไฟฟ้า 17-45 บาทต่อเที่ยว ยกเลิกค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน ควักงบ 4,698 ล้านบาทต่อปีจ่ายชดเชยส่วนต่างให้ประชาชน เริ่มใช้ 1 ม.ค. 2570 ก่อนเดินหน้าโครงสร้างราคา “ตั๋วร่วม”

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่าจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ทั่วโลกและประเทศไทยต้องเผชิญราคาน้ำมันที่สูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ทำให้ค่าครองชีพสูง รวมไปถึงอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าที่ต้องจ่ายค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนและมีราคาแพง เนื่องจากมีผู้ให้บริการหลายราย และค่าโดยสารในรถไฟฟ้าในแต่ละสายถูกกำหนดขึ้นตามสัญญาสัมปทานระหว่างรัฐและผู้ให้บริการในแต่ละราย ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่สูงเพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

อย่างไรก็ดี กระทรวงคมนาคมได้เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื่องอัตราค่าโดยสารของรถไฟฟ้าต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งเป็นมาตรการระยะเปลี่ยนผ่าน ด้วยการผลักดันการใช้ตั๋วร่วมและอัตราค่าโดยสารร่วม ด้วยหลักการ คือ กำหนดราคาแรกเข้าเริ่มต้นไม่เกิน 17 บาท และค่าเดินทางสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว โดยไม่คิดค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนในกรณีเปลี่ยนสาย และเคารพสัญญาสัมปทานเดิมที่มีอยู่ พร้อมให้มีศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง (CCH) เพื่อจัดการรายได้ และคืนเงินส่วนต่างที่ประชาชนจ่ายตามค่าโดยสารเดิม คืนกลับไปให้ประชาชนตามมาตรการของรัฐบาล

'คมนาคม' คาดใช้งบ 4,698 ล้านบาทต่อปี หนุนนโยบาย 'รถไฟฟ้า' 17 - 45 บาท

ซึ่งมาตรการนี้จะต้องใช้กรอบวงเงินสนับสนุนประมาณ 4,698 ล้านบาทต่อปี โดยเงินอุดหนุนส่วนนี้จะลดลง หากหน่วยงานเจ้าของสัมปทานเจรจาส่วนแบ่งรายได้ของผู้ให้บริการ จากจำนวนผู้เดินทางที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการของรัฐ จะทำให้จำนวนผู้โดยสารในระบบรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 1.562 ล้านคนเที่ยวต่อวัน จากเดิม 1.406 ล้านคนเที่ยวต่อวัน โดยคาดว่าจะมีความคุ้มค่าจากการลงทุนประมาณ 16,007.30 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการช่วยประชาชนลดค่าครองชีพ สนับสนุนการใช้รถไฟฟ้า และเป็นก้าวแรกในการพัฒนาการใช้ระบบตั๋วร่วม และการกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วมระหว่างผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะ

นายพิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ครม. ยังได้เห็นชอบให้ยกเลิกมติ ครม. เดิม เรื่อง มาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาทตลอดสาย ตามนโยบายรัฐบาล (ระยะที่ 2) และยกเลิกมติมอบหมายให้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) ดำเนินการพัฒนาระบบบริหารจัดการรายได้กลาง (CCH) รวมทั้งรับทราบมติคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก ครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 เห็นชอบการปรับโครงสร้างรถไฟฟ้าแบบองค์รวม โดยให้ รฟม. เป็นหน่วยงานของรัฐรายเดียว เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าแบบองค์รวม

'คมนาคม' คาดใช้งบ 4,698 ล้านบาทต่อปี หนุนนโยบาย 'รถไฟฟ้า' 17 - 45 บาท

รวมทั้งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องในการโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลัก สายสีเขียวส่วนต่อขยาย สายสีทอง และสายสีแดง รวมถึงรายได้และภาระหนี้สินของโครงการดังกล่าวตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้คณะกรรมการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้

1. ให้คณะกรรมการกำกับดูแล ตามมาตรา 43 แห่ง พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ของสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าในแต่ละสัญญา ดำเนินการเจรจาค่าแรกเข้า และส่วนแบ่งรายได้เนื่องจากปริมาณผู้โดยสารส่วนเกินที่เกิดขึ้นใหม่ เพื่อแบ่งรายได้จากผู้ประกอบการคืนให้กับประชาชน

2. ให้กรุงเทพมหานครเร่งรัดดำเนินการโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลักส่วนต่อขยาย และสายสีทอง ทั้งทรัพย์สินและภาระหนี้สินให้ รฟม.

3. ให้กระทรวงคมนาคมหารือร่วมกับกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาหน่วยงานที่เหมาะสมในการดำเนินการพัฒนาและบริหารจัดการศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง (CCH) ตามมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน

ทั้งนี้ในช่วงที่มีมาตรการลดค่าครองชีพในระบบรถไฟฟ้าฯ ซึ่งจะเริ่มใช้ 1 ม.ค. 2570 สามารถใช้บัตร EMV ผ่านรถไฟฟ้าแต่ละสาย โดยเสียค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียว และจะไม่มีการเสียค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนอีกต่อไป สำหรับรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสายสีแดงที่ใช้บัตร EMV ตามมาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน อัตราค่าโดยสารสูงสุด 40 บาท โดยรวมทุกการเดินทางใน 1 วัน ยังคงได้รับสิทธิเหมือนเดิม

ส่วนบัตรแรบบิทที่จ่ายค่าโดยสารในรถไฟฟ้าสายสีเขียว สายสีเหลือง สายสีชมพู และสายสีทอง จะยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ตามโปรโมชันเดิมในระหว่างที่มีมาตรการนี้ โดยตามมาตรการลดค่าครองชีพในระบบรถไฟฟ้านี้ ผู้โดยสารสามารถใช้บัตร EMV เข้าและออกสถานีรถไฟฟ้าได้หลายสายตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งผู้โดยสารที่เดินทางระยะไกล และต้องมีการเปลี่ยนสายรถไฟฟ้าหลายสาย อาทิ

กรณีเดินทางจากรังสิตไปสุวรรณภูมิ จากรถไฟชานเมืองสายสีแดงที่สถานีรังสิต เชื่อมต่อสายสีน้ำเงินที่สถานีบางซื่อ และเชื่อมต่อ ARL ที่สถานีมักกะสัน ไปยังสถานีสุวรรณภูมิ (9 + 10 + 5 = 24 สถานี) จากเดิมราคา 42 + 40 + 35 = 117 บาท ลดเหลือ 45 บาท ประหยัดไปถึง 72 บาทต่อเที่ยว หรือลดลงร้อยละ 61.5 โดยกระทรวงคมนาคมเชื่อมั่นว่า แนวทางนี้จะเป็นการช่วยลดค่าครองชีพการเดินทางบนพื้นฐานราคาที่เหมาะสม และเป็นธรรม และยกระดับคุณภาพชีวิตให้ประชาชนได้อย่างแท้จริง