วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม 2569

Login
Login

'ไทยช่วยไทยพลัส' มาถูกทางหนุนค้าปลีก SME แนะรัฐเลิกอุ้มเศรษฐกิจนอกระบบอย่างเดียว

'ไทยช่วยไทยพลัส' ได้รับการตอบรับที่ดี สศค.รายงานมีผู้ใช้สิทธิ์ 25 ล้านราย เงินหมุนเวียน 3.8 หมื่นล้านบาท SME เสนอรัฐผู้ประกอบการในระบบควรได้รับช่วยเหลือด้วย ชี้รัฐเลิกอุ้มเศรษฐกิจนอกระบบอย่างเดียว

โครงการไทยช่วยพลัสที่มีเป้าหมายลดค่าครองชีพให้ประชาชน โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) รายงานข้อมูล ณ วันที่ 22 มิ.ย.2569 มีผู้รับสิทธิ์ 26.04 ล้านคน และใช้สิทธิ์จริงแล้ว 25.51 ล้านคน เกิดมูลค่าใช้จ่ายสะสม 38,243 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินรัฐร่วมจ่าย 22,047 ล้านบาท และประชาชนสมทบ 16,196 ล้านบาท มีร้านค้าเข้าร่วม 1.06 ล้านร้านทั่วประเทศ

สถานการณ์ดังกล่าวรัฐบาลใช้ยืนยันความสำเร็จของโครงการ แต่ภาคธุรกิจค้าปลีกและ SME ได้มีคำถามถึงข้อมูลร้านค้า 1.06 ล้านร้าน มีกี่ร้านอยู่ในระบบภาษีจริง และเม็ดเงินที่หมุนไปแล้วเกือบ 4 หมื่นล้านบาท สร้างรายได้ภาษีคืนให้รัฐเท่าไหร่

นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ได้ตั้งคำถามที่จุดออนของการออกแบบมาตรการ โดยย้ำว่าร้านค้าปลีกสมัยใหม่ไม่ใช่เพียงผู้ขายสินค้า แต่คือกระดูกสันหลังที่หล่อเลี้ยงคู่ค้าในระบบมากกว่า 10,000 ราย ทั้งผู้ผลิตไทย SME และเกษตรกรทั่วประเทศ

ทั้งนี้ หากภาครัฐยังออกแบบมาตรการแบบเดิม “เม็ดเงินของภาครัฐจะไม่สามารถสร้างผลคูณทางเศรษฐกิจได้สูงสุด” เพราะกระจุกอยู่นอกห่วงโซ่ที่จ้างงานจริง ลงทุนจริง และเสียภาษีจริงให้ประเทศ

SME ในระบบ-กลุ่มทำถูกทุกอย่างกำลังจะแบกไม่ไหว

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานกิตติมศักดิ์และประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ระบุว่า SME ในระบบคือกลุ่มที่ปฏิบัติตามกติกาประเทศอย่างครบถ้วนที่สุด ทั้งภาษี บัญชี กฎหมายแรงงาน และเงินสมทบประกันสังคม ขณะที่ผู้ประกอบการนอกระบบไม่มีต้นทุนเหล่านี้เลยแม้แต่บาทเดียว “ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการแข่งขัน” ที่ฝังลึกขึ้นทุกวันที่โครงการยังเดินหน้าโดยไม่ปรับเกณฑ์

ขณะที่สถานะการเงินของ SME ไทยกำลังย่ำแย่ลง สัดส่วนกิจการ SME ที่มีความเสี่ยงเป็นหนี้ NPL พุ่งจาก 18% ในปลายปี 2568 เป็น 22% ในไตรมาสแรกของปี 2569 นั้นคือ SME เกือบ 1 ใน 4 กำลังยืนอยู่บนปากเหว ขณะที่นโยบายรัฐกลับไม่ได้ช่วยพวกเขาให้แข็งแรงขึ้น

นายแสงชัย ระบุว่า สิ่งที่รัฐบาลไม่ควรมองข้าม โดยหากธุรกิจที่ดำเนินการอย่างถูกต้องไม่ได้รับประโยชน์จากนโยบายภาครัฐอย่างเหมาะสม อาจลดแรงจูงใจในการเข้าสู่ระบบในอนาคต ซึ่งจะเป็นสัญญาณว่าฐานภาษีของประเทศกำลังเสี่ยงหดตัวระยะยาว

ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมวสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ชี้ชัดว่าประเทศไทยมี MSME หรือ วิสาหกิจขนาดจิ๋ว ขนาดย่อม และขนาดกลาง ถึง 3.23 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของกิจการทั้งหมดในประเทศ จ้างงานรวมกว่า 12.93 ล้านคน หรือ 70.4% ของการจ้างงานภาคเอกชนทั้งหมด ขณะที่ผู้ประกันตนมาตรา 33 ในระบบมีมากกว่า 12 ล้านคน ซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจจริงของประเทศ และไม่ใช่กลุ่มที่ควรถูกนโยบายรัฐผลักให้เสียเปรียบ

'ไทยช่วยไทยพลัส' มาถูกทางหนุนค้าปลีก SME แนะรัฐเลิกอุ้มเศรษฐกิจนอกระบบอย่างเดียว

วัดความสำเร็จด้วยยอดใช้จ่ายอย่างเดียว “ผิดโจทย์”

นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ระบุว่า งบประมาณของมาตรการนี้มาจากภาษีของประชาชนและธุรกิจในระบบ ฉะนั้นการตัดสินความสำเร็จของนโยบายด้วยยอดใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างเดียว คือการวัดผิดโจทย์ตั้งแต่ต้น สิ่งที่ต้องวัดคือฐานภาษีขยายขึ้นหรือไม่ จนวนผู้ประกอบการในระบบเพิ่มขึ้นหรือไม่ และเศรษฐกิจไทยได้ผลตอบแทนเชิงโครงสรางกลับมาจริงหรือเปล่า

ข้อเสนอนี้ยังสอดคล้องกับแนวทางของ OECD ที่ระบุชัดว่าไทยควรใช้นโยบายการคลังอย่างมีเป้าหมาย ควบคู่กับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพื่อลดช่องว่างระหว่างเศรษฐกิจในระบบกับนอกระบบ โดยไม่ใช่ปล่อยให้ช่องวางนั้นถ่างกว้างขึ้นด้วยนโยบายของรัฐเอง

ขณะที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวเพียง 1.5-2.5% ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยืนยันว่ากำลังซื้อครัวเรือนฟื้นตัวไม่เท่าเทียมกันจากภาระหนี้และค่าครองชีพที่ยังสูง สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ทุกบาทของงบกระตุ้นเศรษฐกิจมีความหมายมากกว่าที่เคย และยิ่งไม่มีเหตุผลที่จะปล่อยให้เม็ดเงินรั่วไหลออกไปจากระบบเศรษฐกิจที่สร้างภาษีและการจ้างงานจริง

ภาคธุรกิจค้าปลีกและ SME ไม่ได้เรียกร้องให้ยกเลิกโครงการ แต่เรียกร้องให้รัฐบาล “เลือกข้างให้ถูก” นั่นคือเลือกอยู่ฝั่งเศรษฐกิจในระบบที่จ้างงาน 12.93 ล้านคน เสียภาษีถูกต้อง และเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ ไม่ใช่ฝั่งที่ปล่อยให้เศรษฐกิจนอกระบบขยายตัวด้วยเงินภาษีของคนทั้งประเทศ เพราะหากรัฐบาลยังไม่ลงมือปรับเกณฑ์ในเวลานี้ คำเตือนของภาคธุรกิจอาจกลายเป็นความจริงที่แก้ไขไม่ทันในวันที่ฐานภาษีของประเทศหดตัวลงอย่างถาวร