วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘Heatflation’เงินเฟ้อจากความร้อน ผลผลิตการเกษตรลดทำราคาอาหารพุ่ง

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า จากการติดตามสถานการณ์น้ำและการเตรียมรับมือฤดูฝน ปี 2569 ประกอบกับการคาดการณ์ว่าขณะนี้สภาวะเอนโซ (ENSO) อยู่ในช่วงเป็นกลาง และมีแนวโน้มที่ปรากฏการณ์เอลนีโญจะก่อตัวในช่วงกลางปี 2569 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2570 ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงด้านฝนน้อย ฝนทิ้งช่วง และภัยแล้งในระยะถัดไป

แม้ว่า ดัชนีราคาอาหารขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO Food Price Index หรือ FFPI) เฉลี่ยอยู่ที่ 130.8 จุด ในเดือนพ.ค. 2569 ลดลง 0.2 จุด (0.2 เปอร์เซ็นต์) จากเดือนเม.ย. เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของดัชนีราคาธัญพืชและน้ำตาล ขณะที่กลุ่มน้ำมันพืชและผลิตภัณฑ์นมมีราคาลดลงส่วนดัชนีราคาผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แทบไม่เปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม  FFPI ในเดือนพ.ค.สูงกว่าปีที่แล้ว 3.7 จุด (2.9 เปอร์เซ็นต์) แต่ยังคงต่ำกว่าจุดสูงสุดที่เคยเกิดขึ้นในเดือนมี.ค. 2565 ถึง 29.4 จุด (18.4 เปอร์เซ็นต์)

 

“Heatflation” ดันราคาอาหารพุ่ง

สภาเศรษฐกิจโลก หรือ WEF ระบุว่า “Heatflation” หรือภาวะเงินเฟ้อจากความร้อน หมายถึง การปรับตัวสูงขึ้นของราคาอาหารอันเป็นผลมาจากสภาพอากาศร้อนจัดและคลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้น

“คลื่นความร้อนส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรทั่วโลก ทำให้พืชผลได้รับความเสียหายหรือถูกทำลาย เมื่อปริมาณอาหารในตลาดลดลง ราคาสินค้าอาหารจึงปรับตัวสูงขึ้นตามมา ซึ่งกลายเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหาร” 

แนวทางรับมือ Heatflation

การลงทุนในระบบเกษตรที่มีความทนทานต่อสภาพอากาศมากขึ้น เช่น การพัฒนาพันธุ์พืชทนแล้งและระบบชลประทานที่มีประสิทธิภาพกระจายความหลากหลายของการผลิตอาหาร เพื่อลดการพึ่งพาพืชอาหารหลักเพียงไม่กี่ชนิดลดการสูญเสียและการทิ้งอาหาร เพื่อใช้ทรัพยากรอาหารที่ผลิตได้อย่างคุ้มค่าที่สุดสนับสนุนนโยบายด้านความมั่นคงทางอาหาร เช่น มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและโครงการธนาคารอาหาร

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ระบุว่า  ได้กำหนด การบริหารจัดการน้ำเชิงลึกไว้ ดังนั้น1. ด้านการติดตามและคาดการณ์สถานการณ์น้ำ โดยให้ความสำคัญทั้งการป้องกันอุทกภัยและภัยแล้ง การสนับสนุนภาคการเกษตร และการดูแลประชาชนพร้อมกำหนดจุดตัดสินใจ (Trigger Point) ในการปรับแผนบริหารจัดการน้ำเป็นรายเดือน เพื่อให้ปรับการดำเนินงานได้ทันต่อสถานการณ์

2. ด้านการเก็บกักและสำรองน้ำต้นทุน ทบทวนเกณฑ์การบริหารอ่างเก็บน้ำ (Rule Curve) ให้สอดคล้องกับแนวโน้ม

เอลนีโญ โดยเร่งเก็บกักน้ำในช่วงปลายฤดูฝนให้ได้มากที่สุดภายใต้กรอบความปลอดภัยของเขื่อน พร้อมสำรองน้ำต้นทุนสำหรับการอุปโภคบริโภคและการรักษาระบบนิเวศให้เพียงพอต่อเนื่องไปจนถึงฤดูแล้งของปีถัดไป

3. ด้านการเร่งรัดพัฒนาแหล่งน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทาน  4. ด้านการเตรียมความพร้อมรับน้ำหลาก กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ ขุดลอกคูคลอง และเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในพื้นที่เสี่ยง 

     5. ด้านการจัดสรรน้ำอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง  6. ด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) จัดทำแผนสร้างความมั่นคงด้านน้ำระยะยาวเพื่อรองรับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ โดยเน้นการเชื่อมโยงโครงข่ายน้ำและการผันน้ำระหว่างลุ่มน้ำ (Water Grid) และการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานชลประทานให้ทนต่อสภาพอากาศสุดขั้ว โดยยึดหลักวิชาการและความเหมาะสมเชิงวิศวกรรมเป็นสำคัญ 7. ด้านการบูรณาการและการสื่อสารกับประชาชน

การเตรียมความพร้อมดังกล่าวเป็นปราการป้องกันประเทศให้พ้นจากผลกระทบที่กำลังจะเกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติที่อาจทำให้เศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของคนไทยอยู่ในภาวะยากลำบาก