วันนี้ (22 มิ.ย.) ที่ทำเนียบรัฐบาล มีการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) นัดแรกโดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธาน ภายหลังการประชุม เวลา11.45 น. มีการแถลงข่าวโดยรองนายกรัฐมนตรี 4 คน ได้แก่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรวม.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี และศ.ดร.ยศนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
นายเอกนิติ กล่าวว่าที่ประชุมเห็นชอบเป้าหมายที่เป็นยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยตั้งเป้ายกระดับประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง (High-Income Country) ภายใน 12 ปี โดยเป้าหมายนี้มาจากการที่ประเทศไทยทำงานร่วมกันกับธนาคารโลกที่ระบุว่าหากประเทศไทยสามารถขับเคลื่อน 7 สาขาเศรษฐกิจหลักและอุตสาหกรรมเป้าหมาย ประเทศไทยจะสามารถบรรลุเป้าหมายประเทศรายได้สูงได้ โดย 7 สาขาเศรษฐกิจหลักได้แก่
1.เกษตรและอาหารที่มีคุณภาพสูง โดยน้นการใช้จุดแข็งด้านความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ของไทย มายกระดับเพื่อตอบโจทย์โลกที่เปลี่ยนไป
2.ยานยนต์แห่งอนาคต โดยต่อยอดจากฐานการผลิตยานยนต์เดิมที่เข้มแข็งของไทย ให้ก้าวไปสู่การเป็นฐานผลิตยานยนต์สมัยใหม่ระดับสากล
3.อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและดิจิทัล: ใช้พื้นฐานด้าน Smart Electronics ที่มีอยู่เดิมมาต่อยอดร่วมกับเทคโนโลยี AI เพื่อดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ
4.ยาและสุขภาพ โดยยกระดับอุตสาหกรรมยาและบริการด้านสุขภาพ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากจุดแข็งทางการแพทย์ของประเทศ
5.การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ โดยมุ่งเน้นไปที่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) และการท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูงมากกว่าการเน้นเพียงจำนวนนักท่องเที่ยว
6.การค้า (Trade): ใช้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้ง (Location) ที่ดีของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการค้าขายที่สามารถติดต่อกับทุกประเทศทั่วโลกได้ และ 7.เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) โดยต่อยอดจากทักษะและความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยที่มีศักยภาพสูงเพื่อสร้างรายได้ใหม่ๆ
นอกจากนี้รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 20 ของโลกที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดตามการจัดอันดับของ IMD รวมทั้งการตั้งเป้าหมายในเพิ่มศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจให้มากกว่า 3% (3% Plus ) ภายในปี 2573 ซึ่งเพิ่มจากระดับปัจจุบันที่อยู่ประมาณ 2.7%
“การทำงานในครั้งนี้ เหมือนเรากำลังแข่งฟุตบอลโลก ที่อาศัยความร่วมมือในรูปแบบทีมฟุตบอลเศรษฐกิจที่มีกองหน้าบุก 7 สาขาหลัก กองกลางสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และกองหลังรักษาวินัยการคลัง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ได้ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในตลาดเงินตลาดทุนในไทยในช่วงที่ผ่านมา”
ทั้งนี้ในการขับเคลื่อนการดำเนินการในการขับเคลื่อนประกอบด้วย 4 Pillars ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ประกอบด้วย Pillars 1 การลงทุนใหม่ โดยภายใน 4 ปีนี้ ด้านการลงทุน ตั้งเป้าใกล้เคียง 30% ของจีดีพี โดยปัจจุบันสัดส่วนการลงทุนอยู่ที่ 22% ซึ่งหากเพิ่มสัดส่วนดังกล่าวได้จะทำให้ศักยภาพของเศรษฐกิจขยายตัวอย่างชัดเจน ทั้งนี้มีการวางแนวทางการทำงานผ่าน "4 เครื่องยนต์หลัก" (4 Pillars) เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในด้านต่าง ๆ ได้แก่
1.การลงทุนใหม่ (New Investment) โดยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตผ่าน Future Investment Hub และโครงการ Fast Plus เพื่อแก้ปัญหาและส่งเสริมการลงทุนอย่างรวดเร็ว โดยเน้นการเป็น AI & Digital Hub และ Financial Hub ของภูมิภาค รวมถึงการผลักดัน เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และยานยนต์สมัยใหม่ (Smart Automotive) เพื่อกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการ SME และประชาชน
2.การท่องเที่ยวและบริการ (Tourism & Wellness): ยกระดับจากการเน้นจำนวนนักท่องเที่ยวมาเป็น การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและมูลค่าสูง เช่น Wellness Tourism และ Medical Hub พร้อมผลักดันไทยให้เป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหาร (Food Security Hub) และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creativity Hub) โดยเร่งทำ ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับคู่ค้าสำคัญ เช่น ยุโรป อเมริกา และอังกฤษ เพื่อขยายโอกาสการส่งออกของไทย
3.ทุนมนุษย์ (Human Capital) โดยยกระดับทักษะแรงงานให้เป็น วาระแห่งชาติ โดยเน้นการศึกษาด้าน STEM (วิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี, วิศวกรรม และคณิตศาสตร์) และสร้างความรู้เท่าทัน AI (AI Literacy) ทั้งระดับพื้นฐานและระดับสูง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ นอกจากนี้ยังมุ่งสร้างระบบนิเวศสำหรับ Startup และนวัตกรรม เพื่อเป็นพื้นที่ทดลอง (Sandbox) ในการวิจัยและพัฒนาร่วมกับภาคเอกชน
และ 4.ประสิทธิภาพภาครัฐ (State Efficiency) โดยปฏิรูปกฎหมายและระเบียบภาครัฐจาก "ผู้ควบคุม" เป็น "ผู้สนับสนุน" (Facilitator) โดยลดขั้นตอนการอนุมัติอนุญาตที่ซับซ้อน นำระบบ Digital Government และ e-Licensing มาใช้เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และป้องกันการทุจริต พร้อมปรับปรุงกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างเพื่อให้งบประมาณภาครัฐหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
โดยทั้ง 4 เครื่องยนต์นี้จะทำงานร่วมกันแบบทีมเวิร์ค โดยมีเป้าหมายระยะสั้นที่เรียกว่า Quick Big Win (เห็นผลใน 6 เดือน - 1 ปี) และเป้าหมายระยะ 4 ปี เพื่อวางรากฐานไปสู่เป้าหมายใหญ่ใน 12 ปีข้างหน้า
“ทั้ง 4 ชุดมีการบ้านไปทำ เลือกทำ Quick Big Win และ Big Win ที่ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจ โดยจะนำกลับมาเสนอในเดือนหน้า ต้องยอมรับว่าไทยมีปัญหาโครงสร้างมานาน ดังนั้น จึงต้องมุ่ง BIG WIN ด้วย โดยเป็นโจทย์ที่ทั้ง 4 เสาไปขับเคลื่อน เรามีเป้าหมายที่ชัดเจน โดยต้องตั้งเป้าให้ชัดเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ติด TOP 20 ภายในปี 2573 พร้อมปลดเบรกที่เป็นอุปสรรค เหยียบคันเร่งให้ตรงเป้าหมาย”นายเอกนิติ กล่าว
นางศุภจี กล่าวว่าในส่วนเครื่องยนต์เศรษฐกิจในเรื่องการค้าและการส่งออกจำเป็นต้องพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าเสรี โดยตั้งเป้าที่จะเจรจาการค้าเสรี (FTA) สำคัญให้สำเร็จ เช่น FTA กับสหภาพยุโรป (EU) สหรัฐอเมริกา แคนาดา และอังกฤษ ภายในปีนี้เพื่อกระจายตลาดส่งออกไม่ให้พึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป พร้อมทั้งสนับสนุน SME กว่า 22,000 รายให้เข้าสู่ระบบการส่งออกได้เต็มที่
สำหรับภาคบริการจะยกระดับสู่ Wellness Tourism และMedical Hub ที่เน้นคุณภาพ และมูลค่าสูงมากกว่าปริมาณนักท่องเที่ยว รวมถึงการวางตำแหน่งไทยเป็น Food Security Hub ผ่านการแปรรูปสินค้าเกษตรให้ตรงความต้องการของตลาดโลก
ขณะที่นายปกรณ์ กล่าวว่าในการรับผิดชอบเครื่องยนต์ที่เกี่ยวกับด้านกฎหมายที่เป็นเสมือนกองกลางแต่ก็ต้องดูแลกองหลังเพื่อไม่ให้เป็นปัญหาในอนาคต โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ โดยหัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนบทบาทภาครัฐจากผู้ควบคุม (Controller) เป็นผู้สนับสนุน (Facilitator) โดยจะปฏิรูปกฎหมายลำดับรองเพื่อลดขั้นตอนการอนุญาตที่ปัจจุบันสูงถึง 90%
โดยรัฐบาลจะนำระบบ Digital Government และ e-Licensing มาใช้เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะช่วยสร้างความโปร่งใสและลดปัญหาคอร์รัปชันได้โดยตรง นอกจากนี้ยังเตรียมปรับปรุงกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างเพื่อให้อัดฉีดงบประมาณลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้รวดเร็วขึ้น
ศ.ดร.ยศนัน กล่าวว่าการดึงดูดการลงทุนจะเกิดขึ้นได้ต้องมีกำลังคนที่พร้อมรองรับ โดยวางเป้าหมายยกระดับทักษะด้าน STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์) ให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยมีแนวทางสำคัญคือการสร้างความรู้เท่าทัน AI ทั้งระดับพื้นฐานสำหรับคนไทยทั้งประเทศ และระดับสูงเพื่อรองรับอุตสาหกรรมสมัยใหม่
นอกจากนั้นต้องเร่งสร้างผู้ประกอบการ Startup Ecosystem และSandbox เพื่อให้ภาคเอกชนและนักวิจัยร่วมกันพัฒนานวัตกรรม เช่น อุตสาหกรรมชิป (Semiconductor) ที่จะเริ่มจากสเกล R&D เพื่อรอรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากการลงทุนขนาดใหญ่ในอนาคต
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันรายได้เฉลี่ยต่อหัวของไทยอยู่ที่ 8-9 พันดอลลาร์ ขณะที่ประเทศที่มีรายได้สูงจะอยู่ที่ประมาณ 15,000 ดอลลาร์ ซึ่งหากจะผลักดันให้รายได้ต่อหัวประชากรไทยเพิ่มขึ้นแตะระดับรายได้ระดับสูงเศรษฐกิจต้องขยายตัวปีละประมาณ 5-5.5% โดยการเริ่มการประชุม กรอ.ครั้งนี้ร่วมกันระหว่างรัฐกับเอกชนถือเป็นการวางเป้าหมายและร่วมกันขับเคลื่อนให้ไปสู่เป้าหมายดังกล่าว
“12 ปีเชื่อว่า รายได้เฉลี่ยต่อหัวของไทยจะเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว แต่จะขยับเป็นประเทศที่มีรายได้สูงหรือไม่ โดย ณ วันนี้ ประเทศรายได้สูงอยู่ที่ 15,000 ดอลลาร์ อีก 12 ปีข้างหน้าก็จะปรับขึ้นอีก ก็อยู่ที่เราที่จะต้องทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้สูงกว่านี้ เพื่อให้รายได้ต่อหัวเราเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”นายดนุชา กล่าว


