สรท.ประเมิน ส่งออกไทยครึ่งปีหลัง 2569 ยังขยายตัว 2-4% ภายใต้ความเสี่ยงรอบด้านทั้งความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค สถานการณ์ในตะวันออกกลาง นโยบายการค้าของประเทศมหาอำนาจที่ยังมีความผันผวน
ถึงแม้จะมีการลงนามสันติภาพระหว่างสหรัฐและอิหร่าน แต่ยังมีความไม่แน่นอนถึงการเจรจาข้อตกลงสุดท้ายภายใน 60 วัน รวมถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ยังมีความไม่แน่นอน ซึ่งทำให้เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยง
นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีแรก การส่งออกไทยได้รับแรงสนับสนุนจากการเร่งสั่งซื้อสินค้าของผู้นำเข้าในหลายประเทศ (Front-loading) เพื่อบริหารความเสี่ยงจากมาตรการทางการค้าและภาษีนำเข้าที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ส่งผลให้ตัวเลขการส่งออกของไทยขยายตัวในระดับที่น่าพอใจ
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยบวกดังกล่าวมีแนวโน้มลดลงในช่วงครึ่งปีหลัง ทำให้อัตราการเติบโตของการส่งออกอาจชะลอตัวลงจากช่วง 6 เดือนแรก
ทั้งนี้ สรท.คาดว่าการส่งออกไทยในครึ่งปีหลังยังมีโอกาสเติบโตในกรอบประมาณ 2-4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ทั้งปี 2569 ยังมีโอกาสขยายตัวได้ในระดับประมาณ 3-5% หากไม่มีเหตุการณ์รุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อการค้าโลกเพิ่มเติม
โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการขยายตัวของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานและต้นทุนการขนส่งระหว่างประเทศ
นายธนากร กล่าวว่า ปัจจัยที่น่ากังวลที่สุดในระยะต่อไปคือความผันผวนของต้นทุนโลจิสติกส์ หากเกิดการปิดกั้นหรือข้อจำกัดในการเดินเรือผ่านเส้นทางสำคัญของโลก เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ หรือเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างเอเชียและยุโรป
ทั้งนี้อาจส่งผลให้ค่าระวางเรือและค่าเบี้ยประกันภัยการขนส่งปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม
ขณะเดียวกันภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป จีน และญี่ปุ่น ซึ่งล้วนเผชิญแรงกดดันจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอลง อัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ส่งผลให้คำสั่งซื้อสินค้าในบางอุตสาหกรรมอาจเติบโตต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้
อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีจุดแข็งในหลายกลุ่มสินค้า โดยเฉพาะสินค้าอาหารและเกษตรแปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง ผลไม้ สินค้าเพื่อสุขภาพ ยางพารา และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งยังคงได้รับความต้องการอย่างต่อเนื่องจากตลาดโลก
นอกจากนี้ การกระจายตลาดส่งออกไปยังตะวันออกกลาง เอเชียใต้ แอฟริกา และกลุ่มประเทศอาเซียน จะช่วยลดการพึ่งพาตลาดหลักและเพิ่มโอกาสทางการค้าในระยะยาว
สรท.เห็นว่าภาครัฐควรเร่งดำเนินมาตรการสนับสนุนการส่งออกอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลดต้นทุนด้านพลังงานและโลจิสติกส์ การอำนวยความสะดวกทางการค้า การเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้าสำคัญ รวมถึงการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงตลาดใหม่และใช้ประโยชน์จากโอกาสทางการค้าในห่วงโซ่อุปทานโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง
“การส่งออกไทยในช่วงครึ่งปีหลังยังคงเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย แม้อัตราการเติบโตอาจชะลอลงจากครึ่งปีแรก แต่ยังมีโอกาสขยายตัวได้ หากสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกประเทศได้อย่างเหมาะสม และภาครัฐกับภาคเอกชนสามารถทำงานร่วมกันเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างต่อเนื่อง”นายธนากร กล่าว


