ท่ามกลางกระแสดอกเบี้ยโลกที่กำลังพลิกกลับมาสู่แนวโน้มขาขึ้นอีกครั้ง หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้การนำของนายเควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ ได้ส่งสัญญาณนโยบายในเชิงตึงตัวหรือสายเหยี่ยว (Hawkish) ออกมาอย่างต่อเนื่อง
แม้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) จะมีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0.25% แต่สิ่งที่ตลาดให้น้ำหนักมากกว่าคือรายงานการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย (Dot Plot) ซึ่งเปิดเผยว่ากรรมการเฟดถึง 9 คน จากทั้งหมด 19 คน สนับสนุนให้ปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ภายในปีนี้ ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าวัฏจักรการลดดอกเบี้ยที่ตลาดเคยคาดหวังไว้อาจได้สิ้นสุดลงแล้ว
ในเวลาไล่เลี่ยกัน ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ก็ได้ตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 1% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 30 ปี นับตั้งแต่ปี 2538 โดยมีแรงกดดันหลักมาจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่าอย่างรุนแรงจนแตะระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์ ควบคู่กับอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นเกินระดับที่ยอมรับได้
นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ผลกระทบจากทิศทางดอกเบี้ยโลกที่ปรับสูงขึ้นได้แผ่ขยายมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยประเทศเพื่อนบ้านของไทยหลายแห่งกำลังเผชิญแรงกดดันที่ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อพยุงค่าเงินไม่ให้อ่อนค่าเกินไป ทั้งที่เศรษฐกิจภายในประเทศอาจยังต้องการสภาพแวดล้อมทางการเงินที่ผ่อนคลายกว่านี้
นายสันติธาร กล่าวว่า เสถียรภาพทางเศรษฐกิจมักถูกมองว่าเป็นเรื่องพื้นฐานธรรมดาหรือน่าเบื่อ แต่เมื่อสถานการณ์โลกพลิกผันเข้าสู่ภาวะผันผวนสูง เสถียรภาพกลับกลายเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญมากที่สุด เพราะจุดแข็งด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่สั่งสมมาทำให้ประเทศไทยยังคงมีพื้นที่ทางนโยบาย (Policy Space) ที่เพียงพอ ซึ่งในทางปฏิบัติหมายความว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สามารถกำหนดทิศทางดอกเบี้ยโดยอิงกับสภาวะเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก
อย่างไรก็ดี นายสันติธารเตือนว่าเสถียรภาพเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว เพราะตลอดช่วงที่ผ่านมาไทยยังคงมีจุดอ่อนสำคัญในเรื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Growth) ที่ยังไม่แข็งแกร่งเพียงพอ โจทย์ใหญ่จึงอยู่ที่การนำทุนด้านเสถียรภาพที่มีอยู่ไปเป็นรากฐานของการสร้าง Growth Story รอบใหม่ที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน
ทั้งนี้ ท่ามกลางความผันผวนของตลาดการเงินโลก คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีกำหนดประชุมตามรอบปกติในวันพุธที่ 25 มิ.ย. นี้ โดยตลาดจับตาอย่างใกล้ชิดว่า กนง. จะส่งสัญญาณอย่างไรต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ท่ามกลางแรงกดดันจากภายนอก


