รายงานล่าสุดของ S&P Global Ratings คงอันดับเครดิตประเทศไทยไว้ที่ BBB+ แนวโน้มมีเสถียรภาพ (Stable) โดย ศ. ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้วิเคราะห์รายงานฉบับนี้ใน 3 ประเด็นสำคัญ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความน่าเชื่อถือของไทยในสายตาของ S&P ยังพึ่งพาบุญเก่าที่สะสมมาจากอดีตเป็นหลัก ขณะที่ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างยังคงสะสมตัวอยู่
ปัจจัยสำคัญที่ S&P ยังให้เครดิตไทยคือฐานะต่างประเทศที่แข็งแกร่ง ทั้งเงินสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง ระดับหนี้ต่างประเทศที่ไม่มาก ความน่าเชื่อถือของธนาคารกลาง และตลาดพันธบัตรสกุลเงินบาทที่พัฒนาแล้ว อย่างไรก็ตาม ภาพดุลบัญชีเดินสะพัดที่เคยเกินดุลสูงในอดีตกำลังเปลี่ยนไป
โดยตัวเลขเดือน เม.ย. ล่าสุดขาดดุลในระดับสูง ส่วนใหญ่มาจากการนำเข้าพลังงานสุทธิ ทั้งจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นและการเร่งสำรองน้ำมันของรัฐ แม้ตัวเลขทั้งปีอาจกลับมาใกล้สมดุลหากราคาพลังงานคลี่คลาย แต่ยุคที่ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงอาจสิ้นสุดลงแล้ว ส่วนหนึ่งเพราะต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น และอีกส่วนหนึ่งเพราะการนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่มากขึ้นตามกระแสการลงทุน data center
ทั้งนี้ S&P คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพียง 2.0% ในปี 2569 และเฉลี่ยราว 2.3% ในช่วงปี 2569–2572 ซึ่งต่ำเกินไปสำหรับประเทศที่ต้องเผชิญความท้าทายพร้อมกันหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ รายจ่ายด้านสุขภาพและสวัสดิการที่เพิ่มขึ้น ความจำเป็นต้องลงทุนใหม่ และภาระหนี้ที่ทยอยสูงขึ้น
โดย S&P ระบุชัดเจนว่าความเสี่ยงด้านลบต่ออันดับเครดิตจะเกิดขึ้นหากเศรษฐกิจโตต่ำกว่าที่คาดอย่างต่อเนื่อง รายได้ต่อหัวหยุดนิ่ง หรือกรอบการคลังอ่อนแอลง คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่าหนี้สูงเกินไปหรือไม่ แต่คือไทยมีศักยภาพการเติบโตเพียงพอที่จะอยู่กับระดับหนี้ที่สูงขึ้นได้หรือไม่
S&P มองว่าผลการเลือกตั้งล่าสุดอาจเอื้อให้ไทยมีความต่อเนื่องทางการเมืองมากขึ้น และรัฐบาลชุดใหม่อาจมีเสถียรภาพเพียงพอที่จะรับมือกับปัญหาเชิงโครงสร้างได้ดีขึ้น แต่คำถามสำคัญคือไทยมีระบบที่ทำให้นโยบายระยะยาวเดินหน้าต่อได้จริงหรือไม่ มีกรอบวินัยการคลังที่บังคับใช้ได้จริงหรือไม่ และมีกลไกตรวจสอบว่าเงินกู้ฉุกเฉินถูกนำไปใช้กับโครงการที่คุ้มค่าหรือไม่
"หากในอนาคต S&P เข้าใจลึกขึ้นว่าปัญหาของไทยอยู่ที่คุณภาพและความสามารถของสถาบัน (institutional capacity) ในการทำนโยบายระยะยาว มุมมองต่อความเสี่ยงของไทยก็อาจเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ"
โดยสรุป รายงาน S&P ฉบับนี้ไม่ใช่ใบรับรองว่าประเทศไทยสบายดี แต่เป็นสัญญาณว่าไทยยังมีความน่าเชื่อถือจากบุญเก่าที่สะสมมา ขณะที่บุญเก่าเหล่านั้นกำลังถูกทดสอบหนักขึ้น
"โจทย์สำคัญของไทยจึงไม่ใช่แค่การรักษาอันดับเครดิต แต่คือการสร้างบุญใหม่ให้ประเทศ ผ่านเศรษฐกิจที่โตได้ด้วยผลิตภาพ การลงทุนที่ยกระดับขีดความสามารถ กรอบการคลังที่น่าเชื่อถือ และระบบสถาบันที่ทำให้ผู้กำหนดนโยบายมองไกลกว่ารอบการเลือกตั้งถัดไป"


