ปัจจุบัน คณะกรรมการวิชาการที่แต่งตั้งโดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) อยู่ระหว่างการดำเนินการยกร่างแก้ไขมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เหล็กเส้น ซึ่งขณะนี้เดินทางมาถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว แม้ว่าจะยังคงเหลือส่วนสำคัญที่ต้องหาข้อสรุปเพิ่มเติม แต่คาดว่าจะมีการเร่งนำเสนอร่างดังกล่าวต่อคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) ในเร็ววันนี้
การปรับปรุง มอก. ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับให้เหล็กเส้นมีคุณสมบัติที่สูงขึ้น ทั้งในด้านความแข็งแรงที่เพิ่มเกรดให้สูงขึ้นตามพัฒนาการของสิ่งก่อสร้างสมัยใหม่ และเพิ่มความต้านทานต่อแรงกระทำซ้ำ ๆ เช่น แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว เป็นต้น
การปรับปรุงดังกล่าวจะครอบคลุม มอก. เหล็กเส้นทั้ง 2 ฉบับที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน โดยมีรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ดังนี้
1. ร่าง มอก. เหล็กเส้นกลม (มอก. 20-2559) เดิมทีใช้งานในงานทั่วไปที่ไม่ใช่โครงสร้างหลัก เช่น งานพื้น เหล็กปลอก และอาคารสูงไม่เกิน 2-3 ชั้น แบ่งเป็น
- ขยายขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง จากเดิม 6-34 มิลลิเมตร ขยายเป็น 6-40 มิลลิเมตร
- เพิ่มเกรดความต้านแรงดึงขั้นต่ำที่จุดคราก จากเดิมที่มีเพียงเกรดเดียวคือ 235 เมกะพาสคัล (MPa) จะมีการเพิ่มเติมอีก 3 เกรด ได้แก่ เกรด 295, 420-540 และ 785 MPa
- เพิ่มการควบคุมอัตราส่วนคราก กำหนดให้มีการควบคุมในเกรด 420-540 MPa
- ลดปริมาณสารมลทิน ในเกรด 785 MPa จะมีการลดปริมาณฟอสฟอรัส (P) และกำมะถัน (S) ลงจากเดิมธาตุละไม่เกิน 0.058% ให้เหลือธาตุละไม่เกิน 0.040%
2. ร่าง มอก. เหล็กข้ออ้อย (มอก. 24-2559) ใช้งานในโครงสร้างหลักของสิ่งก่อสร้าง เช่น อาคารสูง ถนน สะพาน และสนามบิน เนื่องจากมีความแข็งแรงและการยึดเกาะคอนกรีตที่ดี แบ่งเป็น
- เพิ่มเกรดความแข็งแรงสูง จากเดิมมี 3 เกรด คือ 295, 390 และ 490 MPa จะเพิ่มเกรดใหม่อีก 3 เกรด เพื่อตอบสนองสิ่งก่อสร้างสมัยใหม่ ได้แก่ เกรด 590, 685 และ 785 MPa
- กำหนดค่าอัตราส่วนคราก มีการกำหนดควบคุมในเหล็กข้ออ้อยเกือบทุกเกรด
- ลดปริมาณสารมลทินเข้มงวด ในเกรด 685 MPa จะปรับลดปริมาณฟอสฟอรัส และกำมะถันลงจากเดิมธาตุละไม่เกิน 0.05% ให้เหลือธาตุละไม่เกิน 0.035%
ข้อจำกัดด้านโลหะวิทยา บทเรียนจาก "จีน"
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเหล็กเส้น โดยเฉพาะเหล็กข้ออ้อย เป็นวัสดุที่ใช้สำหรับโครงสร้างหลักของประเทศ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนสูงกว่างานทั่วไป การกำหนดมาตรฐานจึงจำเป็นต้องสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของการใช้งานจริง
ร่าง มอก. ฉบับใหม่นี้ มุ่งเน้นคุณสมบัติที่สูงขึ้น ทั้งด้านความแข็งแรงและความต้านทานต่อแผ่นดินไหว จึงจำเป็นต้องได้เนื้อเหล็กที่มีการควบคุมส่วนประกอบทางเคมีและสารเจือปนอย่างเข้มงวดที่สุด ไม่ว่าจะเป็นฟอสฟอรัส กำมะถัน รวมถึงสารมลทินอื่น ๆ (Inclusion)
ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบกระบวนการผลิตเหล็กเกรดสูง ประกอบด้วย
1. เตาหลอมแบบ Induction Furnace (IF) จะมีข้อจำกัดอย่างสำคัญในการควบคุมคุณภาพทางโลหะวิทยาบางประการ ไม่สามารถขจัดสารมลทินออกได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับเตา EAF จึงมีความเสี่ยงในการผลิตเหล็กเกรดสูงที่ต้องการความเข้มงวดมาก
2. เตาหลอมแบบ Electric Arc Furnace (EAF) ร่วมกับ External Refining ถือเป็นกรรมวิธีการหลอมและปรับปรุงคุณภาพน้ำเหล็กนอกเตาหลอมที่สามารถควบคุมส่วนประกอบทางเคมีและสารมลทินตามเกณฑ์ที่กำหนดได้อย่างสม่ำเสมอ เป็นวิธีที่ผู้ผลิตเหล็กเกรดสูงทั้งในและต่างประเทศเลือกใช้
อย่างไรก็ตาม หากย้อนดูตัวอย่างจากประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของโลก หลังจากที่ทางการจีนได้สั่งยกเลิกการผลิตเหล็กเส้นด้วยเตาหลอมระบบ IF ไปแล้ว ในมาตรฐานเหล็กเส้นฉบับใหม่ของจีน (GB 1499.2-2024) ได้กำหนดอย่างชัดเจนให้ผลิตจากเตา Basic Oxygen Furnace (BOF) และเตา Electric Arc Furnace (EAF) เท่านั้น นอกจากนี้ยังบังคับให้เหล็กเส้นเกรดที่ใช้ต้านทานแผ่นดินไหว (Earthquake-resistant grade) จะต้องผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณภาพน้ำเหล็กนอกเตา (External Refining) อีกด้วย
เปิด 2 แนวทางจาก"ส.อ.ท."และ"วิชาชีพวิศวกรรม"
อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดของเตาหลอมและยกระดับมาตรฐานเหล็กไทยให้ปลอดภัยสูงสุด นายบัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย (TSEA) ได้นำเสนอแนวทางการแก้ไข มอก. ที่มีความสอดคล้องกันบนหลักคิด "กำหนดมาตรฐานให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของการใช้งาน" ดังนี้
แนวทางที่ 1 ดร.อมร มีมุมมองทางวิศวกรรมว่า ควรใช้วิธีแยกมาตรฐาน มอก. และควบคุมพื้นที่การใช้งานอย่างเคร่งครัด โดยเสนอให้แยกมาตรฐาน มอก. สำหรับเหล็กเส้นที่ผลิตจากเตาหลอมระบบ IF ออกมาให้ชัดเจนเป็นอีกหนึ่งมาตรฐาน
พร้อมกำหนดขอบเขตการใช้งานเหล็กจากเตา IF อย่างเข้มงวด โดยอนุญาตให้ใช้ได้เฉพาะในอาคารขนาดเล็ก หรืออาคารที่มีความสูงไม่เกิน 2 ชั้น และต้องไม่อยู่ในเขตพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหว และไม่ควรอนุญาตให้ใช้เหล็กจากเตา IF กับอาคารที่มีความสูง และโครงสร้างสาธารณะที่มีความสำคัญสูงโดยเด็ดขาด
แนวทางที่ 2 นายบัณฑูรย์ มีมุมมองภาคการผลิตและการยกระดับคุณภาพว่า ควรใช้วิธีกำหนดเกณฑ์วิธีหลอมใน มอก. ตามประเภทเหล็กเส้น โดยระบุรายละเอียดว่า มอก. 24 (เหล็กข้ออ้อย) ซึ่งเป็นเหล็กโครงสร้างหลักที่มีความเสี่ยงสูง ควรกำหนดให้ผลิตด้วยกระบวนการเตาหลอม EAF ร่วมกับกระบวนการ External Refining เท่านั้น เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานระดับสากลและแนวทางของประเทศจีน
ขณะที่ มอก. 20 (เหล็กเส้นกลม) เนื่องจากจะมีการปรับปรุงคุณสมบัติทางกลให้สูงขึ้นมากตามร่างใหม่ จึงเห็นควรอนุญาตให้หลอมได้ทั้งกรรมวิธี EAF หรือระบบ IF ได้ แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ ต้องกำหนดบังคับให้ผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณภาพน้ำเหล็กนอกเตา (External Refining) ที่เหมาะสมด้วย เพื่อควบคุมสารมลทินให้ได้ตามเกณฑ์
มาตรการภาครัฐและการเปลี่ยนผ่านอย่างปลอดภัย
สำหรับแนวทางเดินหน้าของกระทรวงอุตสาหกรรม และ สมอ. ต่อจากนี้ จะมีการจัดทำคู่มือแนะนำการใช้งาน ควบคู่ไปกับการให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ตั้งแต่วิศวกรผู้ทำการออกแบบ ควบคุมงาน ไปจนถึงประชาชนทั่วไป
นอกจากนี้ สมอ. จะใช้มาตรการ "กำหนด-กำกับ-กวดขัน" อย่างเข้มงวดในการตรวจตราคุณภาพ ซึ่งมาตรการทั้งหมดนี้จะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างและผู้ผลิตเหล็กเกิดการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่มาตรฐานใหม่ได้อย่างมั่นใจ
ทั้งนี้ นายบัณฑูรย์ ได้กล่าวย้ำในตอนท้ายว่า การขับเคลื่อนและเข้มงวดกับมาตรฐาน มอก. เหล็กเส้นในครั้งนี้ ถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยคุ้มครองและสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่ประชาชน ช่วยดูแลความปลอดภัยของสิ่งก่อสร้าง ความปลอดภัยสาธารณะ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งโครงสร้างเหล่านี้ล้วนเป็นสินทรัพย์ของชาติที่ต้องมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน มั่นคง และปลอดภัยไปอีกหลาย 10 ปี


