จากประเด็นความขัดแย้งในการปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เหล็กเส้นกลมและเหล็กข้ออ้อย ที่มีการถกเถียงเรื่องคุณภาพของเหล็กที่ผลิตจากเตาหลอมแบบเหนี่ยวนำไฟฟ้า (Induction Furnace หรือ IF) ซึ่งกำลังเป็นที่จับตาของสังคม
ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย (TSEA) เปิดเผยกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ถึงผลการหารือร่วมกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และตัวแทนกลุ่มเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมาว่า สถานะการณ์ปัจจุบันทางสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม (สมอ.) ยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ (National Agenda) เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความกังวลใจของภาคประชาชนในวงกว้าง
ดร.อมร ระบุว่า เดิมที สมอ. มีแผนจะนำร่างมาตรฐานใหม่ซึ่งยังคงอนุญาตให้มีการผลิตเหล็กด้วยวิธีเตา IF เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการมาตรฐานอุตสาหกรรม (กมอ.) ในวันที่ 23 มิ.ย.นี้ เพื่อเตรียมเข้าสู่ขั้นตอนประชาพิจารณ์ แต่จากการหารือตนได้เสนอให้ทาง สมอ. ถอยก่อนครึ่งก้าว เพื่อความรอบคอบ
ผลสรุปเบื้องต้นคือ ในการประชุม กมอ. วันที่ 23 มิ.ย.นี้ จะเป็นเพียงการแจ้งให้ทราบถึงความคืบหน้าเท่านั้น ยังไม่มีการรับรองร่างมาตรฐานดังกล่าว เพื่อรอการระดมความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ทุกฝ่าย ทั้งกลุ่มวิศวกรและผู้ผลิตเหล็ก ภายในกรอบเวลา 1 เดือนหลังจากนี้
เปิด 3 ทางออก "ทางแพร่ง" มาตรฐานเหล็กไทย
ในการประชุมที่จะเกิดขึ้นภายใน 1 เดือน ดร.อมร เผยว่าจะมี 3 แนวทางหลักที่ต้องพิจารณาตัดสินใจ ได้แก่
1. ใช้ร่างเดิม คือยอมให้ผลิตเหล็กเส้นจากเตา IF ได้ตามปกติ
2. แนวทางของ TSEA (แยกเล่ม มอก.) โดยเสนอให้แยกเล่มมาตรฐาน มอก. สำหรับเหล็กจากเตา IF ออกมาต่างหาก และจำกัดขอบเขตการใช้งาน โดยห้ามใช้กับอาคารสูง อาคารขนาดใหญ่พิเศษ หรืออาคารสาธารณะที่สำคัญ แต่ให้ใช้ได้เฉพาะกับอาคารขนาดเล็ก เช่น บ้านพักอาศัยสูงไม่เกิน 2 ชั้น ในเขตที่ไม่เสี่ยงแผ่นดินไหว พร้อมเพิ่มมาตรการตรวจสอบคุณภาพให้เข้มงวดขึ้น
3. แนวทางของสภาอุตสาหกรรมฯ เสนอให้เหล็กเส้นกลมผลิตจากเตา IF ได้ แต่ห้ามใช้เตา IF ผลิตเหล็กข้ออ้อย เนื่องจากเป็นเหล็กที่รับโครงสร้างหลักมากกว่าและมีการใช้งานในปริมาณที่สูงกว่า
ปมเทคนิค "สิ่งเจือปน-ความเปราะ-เสี่ยงแผ่นดินไหว"
ประเด็นทางเทคนิคที่เป็นหัวใจของข้อขัดแย้งคือความสามารถในการกำจัดสารเจือปน ดร.อมร อธิบายว่า แม้กลุ่มผู้ผลิต IF จะอ้างว่าสามารถพ่นออกซิเจนเพื่อกำจัดสิ่งสกปรกได้ แต่ในทางวิศวกรรมยังมีข้อถกเถียง เนื่องจากสภาพแวดล้อมภายในเตา IF (ระบบเหนี่ยวนำ) แตกต่างจากเตาหลอมแบบอาร์คไฟฟ้า (EF) อย่างสิ้นเชิง ทำให้การกำจัดสารเจือปน เช่น ฟอสฟอรัส ทำได้ยาก
"สารเจือปนเหล่านี้ทำให้เหล็กมีความแข็งแต่เปราะ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อโครงสร้าง โดยเฉพาะเมื่อต้องรับแรงจากแผ่นดินไหวที่ต้องการความเหนียวของเหล็ก" ดร.อมร กล่าว
ดร.อมร กล่าวว่าคุณภาพของเหล็ก IF ในไทยยังขึ้นอยู่กับคุณภาพของเศษเหล็ก (Scrap) ซึ่งในปัจจุบันหาเศษเหล็กคุณภาพดียากและมักมีการปนเปื้อนสูง
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาในระดับสากล ประเทศมหาอำนาจด้านอุตสาหกรรมเหล็กอย่าง จีน ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ต่างยกเลิกการใช้เตา IF ในการผลิตเหล็กเส้นไปแล้ว ปัจจุบันยังคงมีใช้เพียงในบางประเทศ เช่น อินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ และกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บางประเทศเท่านั้น
จับตาความต่อเนื่องในสภาฯ
นอกจากการหารือกับ สมอ. แล้ว ดร.อมร ยังได้รับเชิญไปให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการ (กมท.) อุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีประเด็นเรื่องการเปิดโรงงานเหล็กและการร้องเรียนเรื่องมลพิษ (ฝุ่น) เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องทิศทาง มอก. เหล็กในอนาคตจะมีการนำเสนอต่อ กมท. ในโอกาสต่อไปเพื่อให้สอดรับกับผลสรุปจากสมาคมวิศวกรฯ และ สมอ.
"เรื่องนี้คงยังไม่จบง่ายๆ เพราะต้องรอข้อสรุปที่ชัดเจนในรายละเอียด แต่เป้าหมายสำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของประชาชนที่ต้องมาก่อนผลประโยชน์ทางธุรกิจ" ดร.อมร กล่าว


