ผู้นำสหรัฐ-อิหร่าน ลงนามหยุดยิง 17 มิ.ย.69 นักวิเคราะห์คาดไม่น่าตกลงกันได้ใน 60 วัน ชี้อิหร่านถือไพ่เหนือกว่าสหรัฐ ในการเจรจาข้อตกลงสุดท้าย “รัฐบาลไทย” จับตาผลเจรจา 60 วัน เบื้องต้นหนุนบรรยากาศลงทุนดีขึ้น หวัง 2 เดือน ไม่มีเหตุรุนแรงหนุน “โลกนิ่ง”
KEY POINTS
- สหรัฐ และอิหร่านได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อเริ่มต้นกระบวนการเจรจาสันติภาพภายในกรอบเวลา 60 วัน
- หน่วยงานเศรษฐกิจของไทยคาดหวังว่าหากช่วง 60 วันนี้ไม่มีเหตุรุนแรง จะทำให้เศรษฐกิจโลกมีเสถียรภาพ และบรรยากาศการลงทุนดีขึ้น
- ภาครัฐไทยยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมมาตรการรับมือความผันผวน โดยเฉพาะความไม่แน่นอนของราคาน้ำมัน
- มีการประเมินว่าข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยลดความเสี่ยงภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน และเงินเฟ้อ (Stagflation) ของไทยลงได้
สิ้นสุดการรอคอยเมื่อประธานาธิบดีสหรัฐ และอิหร่านลงนามบันทึกความเข้าใจ โดยทางการทั้ง 2 ฝ่ายประกาศว่ามีผลบังคับใช้ทันที หลังจากนี้มีเวลา 60 วัน เจรจาเพื่อนำไปสู่ข้อตกลงสันติภาพ นักวิเคราะห์มองว่า อิหร่านเป็นฝ่ายได้เปรียบ และสหรัฐไม่บรรลุเป้าหมายที่ประกาศไว้ก่อนถล่ม
เว็บไซต์ซีเอ็นบีซีรายงาน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ และประธานาธิบดี มาซูด เปเซซเคียน ของอิหร่าน ลงนามผ่านระบบดิจิทัล เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2569 ในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) มีเป้าหมายนำไปสู่ข้อตกลงสันติภาพถาวรยุติสงคราม 2 ชาติ
การลงนามดังกล่าวเกิดขึ้น 3 วัน หลังจากรองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ ของสหรัฐ และนายโมฮัมหมัด เบเกอร์ กาลิบัฟ ประธานสภาอิหร่าน ลงนามเอกสารฉบับเดียวกันผ่านทางดิจิทัล โดยทรัมป์ลงนามเอ็มโอยูก่อนงานเลี้ยงอาหารค่ำที่พระราชวังแวร์ซายส์กับประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส
เอ็มโอยูมีเนื้อหา 14 ข้อ เช่น ยุติปฏิบัติการทางทหารทุกแนวรบทันที รวมถึงปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในเลบานอน, เปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยอิหร่านไม่เก็บค่าผ่านทางอย่างน้อย 60 วัน สหรัฐยกเว้นการคว่ำบาตรต่อน้ำมันของอิหร่านทันที ส่วนประเด็นนิวเคลียร์ และผลประโยชน์ทางการเงินเพิ่มเติมที่อิหร่านอาจได้รับต้องเจรจาเพิ่ม
อย่างไรก็ตามปฏิกิริยาในสหรัฐเต็มไปด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากพันธมิตรของทรัมป์ “ประวัติศาสตร์สอนว่าการมอบเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ให้กลุ่มคนคลั่งศาสนาที่ต้องการจะฆ่าเรา ไม่ใช่ความคิดที่ดีเลย” สมาชิกวุฒิสภา เทด ครูซ จากพรรครีพับลิกันรัฐเท็กซัส กล่าว
“อิหร่าน” ถือไพ่เหนือกว่าสหรัฐ
เอ็มโอยูฉบับนี้เปรียบเหมือนการซื้อเวลา เพราะประเด็นที่ยากกว่านั้นคือโครงการนิวเคลียร์อิหร่านจะนำไปเจรจาภายในเวลา 60 วัน นักวิเคราะห์มองอิหร่านถือไพ่เหนือกว่าในการเจรจาเพื่อทำข้อตกลงสุดท้าย
อามิน ไซกัล นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันการต่างประเทศศึกษาเอส ราชารัตนัมในสิงคโปร์ กล่าวกับแชนเนลนิวส์เอเชีย (ซีเอ็นเอ) ว่า อิหร่านตกอยู่ภายใต้แรงกดดันทางเศรษฐกิจในประเทศอย่างหนัก แต่ต้านทาน และตอบโต้ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐได้
“และพวกเขารู้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์ เจอแรงกดดันมหาศาลทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เพราะต้นทุนการทำสงคราม และราคาน้ำมันในสหรัฐแพงขึ้น”
นักวิชาการคาดตกลงไม่ได้ใน 60 วัน
สตีเวน เดวิด จากมหาวิทยาลัยจอห์นส ฮอปกินส์ มองว่า สหรัฐ-อิหร่านไม่น่าทำข้อตกลงที่ครอบคลุมได้ภายในกรอบเวลา 60 วัน
ทรัมป์ถูกกดดันให้ยุติความขัดแย้งที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจในสหรัฐก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพ.ย.
“ชัดเจนว่าประธานาธิบดีทรัมป์กังวลประชาชนอเมริกันไม่พอใจการทำสงครามครั้งนี้ เขาถูกกดดันหนักให้ทำข้อตกลงกับอิหร่านที่ทำให้สหรัฐอ้างชัยชนะได้แล้วหยุดความขัดแย้ง” เดวิด กล่าว
เขาเตือนด้วยว่า ข้อตกลงนี้อาจทำให้สหรัฐกับอิสราเอลตึงเครียดยิ่งขึ้น โดยอิสราเอลอยากให้อิหร่านมีรัฐบาลใหม่ และหยุดโครงการนิวเคลียร์ “แต่ทั้งสองสิ่งกลับไม่เกิดขึ้น อิหร่านไม่ใช่แค่อยู่รอดได้ แต่กลับแข็งแกร่งยิ่งขึ้น อเมริกาต่างหากที่อ่อนแอลงมาก สงครามนี้ได้อะไรบ้าง ดูเหมือนว่าจะสร้างปัญหามากกว่าจะเกิดประโยชน์”
“ไทย” จับตาผลเจรจาใน 60 วัน
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า แม้ข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยสร้างความสบายใจมากขึ้นว่าสถานการณ์จะยังไม่บานปลายในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ยังต้องจับตาดูว่าทั้งสองฝ่ายจะปฏิบัติตามข้อตกลงได้ครบถ้วนหรือไม่ในช่วง 60 วันข้างหน้า
ขณะเดียวกันกระทรวงพาณิชย์เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอีก โดยเดินหน้ามาตรการดูแลสินค้า การรักษาเสถียรภาพราคา ตลอดจนการช่วยเหลือเกษตรกร และผู้ประกอบการ SME ต่อเนื่อง
ทั้งนี้ แม้จะมองว่าสถานการณ์เริ่มผ่อนคลายลงในระยะสั้น แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ลดความระมัดระวัง และยังคงติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิดตลอดช่วง 60 วันนับจากนี้
หนุนบรรยากาศลงทุนดีขึ้น
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ยังต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดเพราะความผันผวนเศรษฐกิจโลกยังมี และผันผวนได้ตลอด
“ถ้าสงครามยุติลงอย่างน้อยบรรยากาศการลงทุนเศรษฐกิจจะดีขึ้น แต่โครงสร้างพื้นฐานพลังงานในตะวันออกกลางถูกทำลายไปเยอะ ดังนั้นแต่ว่าผลกระทบในเชิงพื้นฐานต้องติดตามใกล้ชิด” นายเอกนิติ กล่าว
สำหรับราคาน้ำมันอาจจะปรับลงระยะสั้น แต่จะไม่ลงไปเยอะเท่าเหมือนเดิม เพราะโครงสร้างพื้นฐานทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติถูกทำลายไปเยอะกว่าจะฟื้นฟูต้องใช้เวลา ดังนั้นจะต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป
หาก 60 วัน ไม่มีเหตุรุนแรง “โลกจะนิ่ง”
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า แนวโน้มของเศรษฐกิจไทยหลังสหรัฐ และอิหร่านลงนามสันติภาพร่วมกัน โดย สศช.ทบทวนฉากทัศน์ (Scenario) เศรษฐกิจใหม่ช่วงครึ่งปีหลังให้สอดคล้องสถานการณ์ตะวันออกกลาง และราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เริ่มปรับลดลง
เบื้องต้นคาดว่าการขยายตัวของตัวเลขเศรษฐกิจ (GDP) ยังอยู่กรอบประมาณการเดิมที่เคยวางไว้ในสถานการณ์ดีที่สุด (Best case) คือ GDP ขยายตัว 1.4-2.0% แต่มีความไม่แน่นอนสูงเนื่องจากข้อตกลงของสหรัฐ-อิหร่าน มีช่วงเวลาเฝ้าระวังสำคัญ 60 วันข้างหน้า หากช่วง 2 เดือนนี้ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น สถานการณ์เศรษฐกิจโลกน่าจะเริ่มมีความชัดเจน และมีเสถียรภาพมากขึ้น
ทั้งนี้ราคาน้ำมันในตลาดโลกต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดว่าจะลดลงเพียงใด เนื่องจากที่ผ่านมาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน และแหล่งผลิตน้ำมัน (Oil Facility) ได้รับความเสียหายจำนวนมากในช่วงที่มีการสู้รบกันในตะวันออกกลาง
“ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างระมัดระวัง คือ สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาค โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวอิสราเอล และสหรัฐ ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันดีดตัวกลับสูงขึ้นไปเหมือนเดิมอีกทำให้ สศช.ต้องประเมินและทบทวนสถานการณ์ใหม่เป็นระยะ”
ส่วนประเด็นภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน และเงินเฟ้อ (Stagflation) จากการประเมินพบว่าความเสี่ยงดังกล่าวเริ่มลดน้อยลง เนื่องจากแม้สถานการณ์ในตะวันออกลางจะยังมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอยู่บ้าง แต่สถานการณ์โดยรวมในปัจจุบันยังไม่ถือว่าเป็นปัญหาโดยตรงที่ส่งผลรุนแรง และต่อระบบเศรษฐกิจไทยจนเกิดภาวะ Stagflation
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





