สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) เปิดเผยผลการวิเคราะห์การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยประจำปี 2569 โดย IMD พบว่าไทยขยับขึ้น 4 อันดับสู่อันดับที่ 26 จาก 70 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก ขณะที่เวียดนามเข้าร่วมการจัดอันดับเป็นปีแรกอยู่ที่อันดับ 27 สะท้อนความท้าทายด้านการแข่งขันในภูมิภาคที่ทวีความเข้มข้นยิ่งขึ้น
โดยผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันโลกประจำปี 2569 โดย World Competitiveness Center (WCC) ภายใต้สถาบัน International Institute for Management Development หรือ IMD ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งใช้ตัวชี้วัดรวมทั้งสิ้น 264 ตัวชี้วัด แบ่งเป็นข้อมูลสถิติ 172 ตัวชี้วัด และการสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารภาคธุรกิจอีก 92 ตัวชี้วัด
ผลการจัดอันดับในภาพรวมพบว่า "สิงคโปร์" ครองอันดับ 1 ของโลก รองลงมาคือฮ่องกง และสวิตเซอร์แลนด์ที่ร่วงจากอันดับ 1 ในปี 2568 มาอยู่อันดับ 3 ด้านสหรัฐอเมริกาไต่ขึ้นจากอันดับ 13 ในปีก่อนมาอยู่ที่อันดับ 10 แทนที่กาตาร์ซึ่งเลื่อนไปอยู่อันดับ 11
ทั้งนี้ใน 10 อันดับแรกประกอบด้วยเขตเศรษฐกิจในเอเชียถึง 3 แห่ง ได้แก่ สิงคโปร์ ฮ่องกง และไต้หวัน และในปีนี้ IMD ได้เพิ่มเวียดนามเข้าสู่การจัดอันดับเป็นครั้งแรก ทำให้จำนวนเขตเศรษฐกิจทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็น 70 แห่ง
ขณะที่ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับที่ 26 ของโลกในปีนี้ ดีขึ้น 4 อันดับจากปีก่อน โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักดังนี้
- ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจที่ปรับขึ้น 3 อันดับ
- โครงสร้างพื้นฐานที่ปรับขึ้น 2 อันดับ
- ประสิทธิภาพของภาครัฐคงที่
- สมรรถนะทางเศรษฐกิจปรับลดลง 2 อันดับ
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในรายละเอียดแต่ละปัจจัยหลัก พบว่า
สมรรถนะทางเศรษฐกิจ ปรับลดลงเล็กน้อยจากอันดับ 8 มาอยู่ที่อันดับ 10 โดยมีสาเหตุหลักจากการค้าระหว่างประเทศที่ลดลง 5 อันดับสู่อันดับ 9 และการจ้างงานที่ลดลงจากอันดับ 3 เป็นอันดับ 4 แม้ว่าการลงทุนระหว่างประเทศจะปรับขึ้น 6 อันดับสู่อันดับ 24 และปัจจัยด้านราคาปรับดีขึ้น 1 อันดับสู่อันดับ 12 ก็ตาม
ประสิทธิภาพของภาครัฐ ยังคงอยู่ที่อันดับ 32 เท่ากับปีก่อน แม้ว่าปัจจัยย่อยส่วนใหญ่จะปรับตัวดีขึ้น อาทิ นโยบายภาษีขยับขึ้น 1 อันดับสู่อันดับ 7 การคลังสาธารณะขยับขึ้น 2 อันดับสู่อันดับ 29 กรอบการบริหารภาครัฐขยับขึ้น 3 อันดับสู่อันดับ 46 และกรอบการบริหารสังคมขยับขึ้น 6 อันดับสู่อันดับ 39
ทั้งนี้ ยังมีประเด็นที่เป็นความท้าทายสำคัญ โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายที่อยู่อันดับ 57 คอร์รัปชันอันดับ 52 และความโปร่งใสของภาครัฐอันดับ 51
ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ ปรับขึ้นจากอันดับ 24 สู่อันดับ 21 โดยตลาดแรงงานขยับขึ้นถึง 7 อันดับสู่อันดับ 10 และภาคการเงินขยับขึ้น 6 อันดับสู่อันดับ 31 โดยยังมีข้อกังวลด้านผลิตภาพที่ยังอยู่ในระดับต่ำทั้งในภาพรวม ผลิตภาพแรงงาน และผลิตภาพรายภาคส่วน ซึ่ง TMA ระบุว่าเป็นประเด็นที่ต้องเร่งพัฒนาอย่างเร่งด่วน
โครงสร้างพื้นฐาน ปรับขึ้นจากอันดับ 47 สู่อันดับ 45 โดยสาธารณูปโภคพื้นฐานปรับดีขึ้นถึง 5 อันดับสู่อันดับ 20
สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม ยังอยู่อันดับ 56 และการศึกษาอยู่อันดับ 52 ซึ่งยังต้องเร่งพัฒนาต่อเนื่อง
โครงสร้างด้านเทคโนโลยี ปรับลดลงถึง 7 อันดับสู่อันดับ 39 อันเป็นผลจากการที่ IMD เพิ่มตัวชี้วัดด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) จำนวน 9 ตัวชี้วัดในปีนี้
ไทยครองอันดับ 3 อาเซียน
เมื่อเปรียบเทียบในกลุ่มอาเซียน 6 ประเทศที่ได้รับการจัดอันดับ ไทยอยู่อันดับ 3 รองจากสิงคโปร์ (อันดับ 1) และมาเลเซีย (อันดับ 15) โดยเวียดนามซึ่งเข้าร่วมการจัดอันดับในปีนี้เป็นครั้งแรกตามหลังไทยเพียง 1 อันดับ ที่อันดับ 27
และยังมีอันดับที่ดีกว่าไทยในด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ 2 อันดับ และด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจถึง 6 อันดับ ส่วนฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย อยู่ที่อันดับ 47 และ 48 ตามลำดับ
TMA ระบุว่าแม้อันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยจะปรับตัวดีขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับการแข่งขันในระยะยาว โดยประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งดำเนินการในหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการพัฒนาผลิตภาพ และประสิทธิภาพ การยกระดับด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และการศึกษา รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI
นอกจากนี้ยังต้องเร่งปรับปรุงกฎหมาย และกฎระเบียบให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ และโปร่งใส ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ IMD ระบุว่าเขตเศรษฐกิจที่มีขีดความสามารถสูงล้วนมีกรอบการบริหารเชิงสถาบัน และกฎระเบียบที่สร้างความมั่นใจให้แก่ทุกภาคส่วน
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์

