วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน 2569

Login
Login

หอการค้าไทย ชูปลุกจิตสำนึกไม่รับสินบน แก้ปัญหาคอร์รัปชัน

หอการค้าไทยเดินหน้าขับเคลื่อนการแก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรม ชู การปลูกฝังจิตสำนึกความซื่อสัตย์ การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ และการยกเครื่องกฎหมายที่ล้าสมัย หวังยกระดับดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ฟื้นภาพลักษณ์ประเทศ สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทยในเวทีโลก

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวในการเสวนา “ลดช่องว่าง ลดทุจริต เห็นก่อนโกง  รู้ก่อนทุจริต ” ที่จัดโดย หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ ว่า ปัญหาการจ่ายสินบนยังเป็นอุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขัน และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย ในสายตานานาชาติ ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยต้องเปลี่ยนทัศนคติจากการมองว่าการทุจริตเป็นเรื่องปกติ หรือเป็นทางลัดในการอำนวยความสะดวก มาเป็นการยึดมั่นในความถูกต้อง และความโปร่งใสผ่านการปลูกฝังจิตสำนึก และคุณธรรมตั้งแต่ระดับพื้นฐาน

ทั้งนี้ควรใช้สื่อมวลชน และระบบการศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้แก่สังคม พร้อมส่งเสริมความร่วมมือระหว่างองค์กรธุรกิจ และหน่วยงานตรวจสอบในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อป้องกันการทุจริตตั้งแต่ต้นทาง แทนการแก้ไขปัญหาหลังเกิดเหตุ

ขณะที่ภาครัฐความจำเป็นของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน เพื่อยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของประเทศให้ดีขึ้น โดยควรเร่งปรับปรุงกฎกระทรวง ระเบียบ และกฎหมายลำดับรองที่สามารถดำเนินการได้รวดเร็ว และเห็นผลในทางปฏิบัติ มากกว่าการรอแก้ไขพระราชบัญญัติที่มีค่าซับซ้อน และใช้เวลานาน

แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญในการอำนวยความสะดวก และคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูล และบริการภาครัฐอย่างโปร่งใส ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งใน และต่างประเทศ ตลอดจนรักษาภาพลักษณ์ด้านธรรมาภิบาลของไทยในระยะยาว

หอการค้าไทย และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มองว่า การป้องกันการทุจริตที่มีประสิทธิภาพต้องเริ่มจากการสร้างระบบที่สามารถ “เห็นสัญญาณความเสี่ยง” และ “รู้ก่อนทุจริต” ได้ตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่รอให้เกิดความเสียหายแล้วจึงเข้าไปตรวจสอบโดยภายใต้คณะทำงาน Zero Corruption : กกร.และเพื่อนไม่ทน เราขับเคลื่อนการทำงานผ่านกรอบการดำเนินงาน 6 ด้าน ซึ่งสามารถสรุปได้เป็น 3 ระดับคือ การป้องกัน การตรวจจับ และการเตือนภัยล่วงหน้า ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต ซึ่งถือเป็นครั้งแรก โดยมีเอกชนร่วมเป็นคณะกรรมการ

ดร.พจน์ กล่าวว่า  นอกจากนี้ ทุกภาคส่วนยังเห็นตรงกันว่าการยกระดับความโปร่งใสจำเป็นต้องอาศัยการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ควบคู่กับการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะอย่างตรงไปตรงมา และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านช่องทางตรวจสอบ และร้องเรียนที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพิ่มความสะดวก และความโปร่งใสในการบริหารงานภาครัฐ

อีกประเด็นสำคัญคือ การผลักดันโครงการ Sandbox ในหน่วยงานภาครัฐนำร่อง เพื่อสร้างต้นแบบการทำงานที่โปร่งใส เปิดเผยข้อมูล และสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานการบริหารราชการ และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในระดับโครงสร้างอย่างยั่งยืน โดยขณะนี้มี 3 หน่วยงานที่เข้าร่วมแล้วคือ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ และกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง  

ดร.พจน์ กล่าวว่า  ในส่วนของรัฐบาลต้องเร่งปฏิรูประบบราชการ และปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัยหรือซ้ำซ้อน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ และการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการทบทวนกฎหมายลำดับรอง ประกาศ และระเบียบต่างๆ ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ภายใต้แนวคิด Regulatory Guillotine หรือการยกเครื่องกฎระเบียบ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และเอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ

“ การยกระดับดัชนี CPI ไม่ใช่เพียงเรื่องของอันดับระหว่างประเทศ แต่เป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ความสามารถในการแข่งขัน และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการผลักดันการปฏิรูปอย่างจริงจัง และต่อเนื่อง ซึ่งปีที่ผ่านมาไทยถูกจัดอันดับดัชนี CPI อยู่ที่ 33  ซึ่งน้อยกว่าประเทศลาว หากว่าปีนี้การจัดอันดับของไทยน้อยกว่าปีที่แล้วถือว่ารับไม่ได้ ”ดร.พจน์ กล่าว

ทั้งนี้หอการค้าไทยเชื่อว่า หากภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานตรวจสอบอย่าง ป.ป.ท. สามารถเชื่อมโยงข้อมูล ใช้เทคโนโลยี และร่วมกันบริหารความเสี่ยงได้อย่างเป็นระบบ จะช่วยปิดช่องว่างการทุจริต ลดการใช้ดุลยพินิจที่ไม่จำเป็น และยกระดับหลักนิติธรรมของประเทศได้

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์