อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์กำลังเข้าสู่ยุคทองถือเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจโลกมีการเติบโต โดยในปี 2026 ตลาดเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกมีมูลค่าพุ่งสูงถึงราว 9.75 แสนล้านดอลลาร์ หรือ ประมาณ 36 ล้านล้านบาท เติบโตอย่างก้าวกระโดดจากความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และดาต้าเซนเตอร์ (Data Center) ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกรุงศรีฯระบุว่าอุตสาหกรรมนี้จะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมูลค่าจะทะลุ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ประมาณ 6.42% - 10.60% ต่อปี
ประเทศไทยถือว่าได้รับประโยชน์จากการเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เช่นกันโดยข้อมูลจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) มูลค่าการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ของไทยคิดเป็นสัดส่วนหลักในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โดยมีมูลค่าการส่งออกสูงถึงประมาณ 436,000 ล้านบาท หรือราว 13,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อปี คิดเป็นอันดับที่ 8 ของโลกในกลุ่มอุปกรณ์กึ่งตัวนำ โดยสินค้ากลุ่มแผงวงจรไฟฟ้าถือเป็นสินค้าหลักประมาณ 80% มีตลาดที่มีการส่งออกไป สหรัฐ ฮ่องกง และสิงคโปร์
รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับโอกาสในการเดินหน้านโยบายการสนับสนุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศไทย ตามยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศ อย่างไรก็ตามในการขับเคลื่อนนโยบายนี้มีการช่วงชิงการเป็นผู้นำในเรื่องการกำหนด และขับเคลื่อนนโยบายในพรรคร่วมรัฐบาล ระหว่างพรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีการเดินหน้าในการขับเคลื่อนนโยบายนี้ดังจะเห็นภาพนี้ชัดเจนขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา
- อนุทินตั้งบอร์ดระดับชาติลุยชิปเมดอินไทยแลนด์
ในส่วนของพรรคภูมิใจไทยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยได้มีการลงนามในคำสั่งนายกรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ (บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์) โดยมีนายกรัฐมนตรีนั่งในตำแหน่งประธานบอร์ดชุดนี้เอง มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลังเป็นรองประธาน รวมทั้งมีข้าราชการระดับสูงจากหลายกระทรวง รวมทั้งภาคเอกชน
โดยมีเป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ ที่ถือเป็นเข็มทิศสำคัญที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทยในอีก 25 ปีข้างหน้า โดยมีเป้าหมายที่ท้าทายในการทำให้ประเทศไทยสามารถผลิตชิปของตัวเองเป็น 'ชิปเมดอินไทยแลนด์' ให้เกิดขึ้นจริงภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) รวมทั้งวางเป้าหมายดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมหาศาลกว่า 2.5 ล้านล้านบาท พร้อมยกระดับทักษะแรงงานไทยให้มีความพร้อมในอุตสาหกรรมนี้
- ยศนันท์ บุกเนเธอแลนด์ดึง ASML ลงทุนไทย
ขณะที่ความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทย ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) ได้เปิดเกมรุกในเรื่องเซมิคอนดักเตอร์และการผลิตชิปของประเทศไทยโดยการยกคณะผู้บริหาร อว.เดินทางไปถึงประเทศเนเธอร์แลนด์และเบลเยียม
โดยมีการพบกับผู้บริหารของเอกชนชั้นนำในอุตสาหกรรม เช่น บริษัท ASML บริษัทผู้นำที่เป็นผู้ผลิตเครื่องผลิตชิปให้กับโรงงานผลิตชิปทั่วโลก บริษัท SMART Photonics รวมทั้งผู้บริหารในกลุ่มสตาร์ทอัพ และ Scale-Up ด้านเซมิคอนดักเตอร์
- ชี้ไทยต้องเปลี่ยนจากผู้ซื้อเป็นร่วมพัฒนา
ศ.ดร.ยศชนัน ระบุว่าโจทย์ใหม่ ‘เซมิคอนดักเตอร์’ ของไทยคือเปลี่ยนไทยจากผู้ซื้อ เป็นผู้ร่วมพัฒนา ในอนาคตอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทยทุกตัว ไม่ว่าจะเป็น Wellness, เกษตรแม่นยำขั้นสูง, EV หรืออิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ล้วนขับเคลื่อนด้วยชิปทั้งสิ้น และเนเธอร์แลนด์คือผู้นำโลกตัวจริง ในอุตสาหกรรมนี้ โดยเฉพาะการเป็นที่ตั้งของบริษัท ASML ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่อง EUV (Extreme Ultraviolet) lithography เพียงรายเดียวในโลก
โดยเครื่องจักรนี้คือขุมพลังสำคัญในการผลิตชิปที่ล้ำสมัยที่สุด และครองส่วนแบ่งตลาดโลกถึง 90% พูดง่ายๆ คือ ถ้าไม่มีเครื่องจักรของ ASML การผลิตชิปขั้นสูงของโลกก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยครับ การเดินทางครั้งนี้ถือเป็นคณะผู้แทนระดับสูงของไทยที่เยือนเนเธอร์แลนด์ในรอบกว่า 10 ปี ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นและความจริงจังของเรา เป้าหมายคือการเดินหน้าเจรจากับ Key Players ในวงการนี้ เพื่อสร้างความพร้อมให้กับประเทศใน 2 ประเด็นหลักครับ
1. ปั้น Human Capital ระดับโลก ได้หารือกับอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีไอนด์โฮเวน (TU/e) ซึ่งตั้งอยู่ใจกลาง Brain port Eindhoven ภูมิภาคนวัตกรรมที่แข็งแกร่งที่สุดในยุโรป TU/e มีความโดดเด่นเรื่องการเรียนแบบ Challenge-Based Learning ที่ดึงนักศึกษามาแก้โจทย์จริงของภาคอุตสาหกรรม ปัจจุบันมีเด็กไทยคนเก่งของเรา 6 คนเข้าร่วมโครงการ Semicon Summer School อยู่ด้วยครับ และข่าวดีคือ เราได้เจรจาขยายโอกาสให้นักศึกษาและบุคลากรไทยได้เข้าร่วมหลักสูตรนี้มากขึ้นในอนาคต เพื่อเตรียมบุคลากรให้พร้อมรับมือกับเทคโนโลยีขั้นสูง
2.ดึงซัพพลายเชนและ FDI สู่ไทย เราได้เจรจากับผู้แทนของ ASML เพื่อหารือถึงแผนการขยายห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) มายังประเทศไทย ผมได้นำเสนอจุดแข็งของไทย ทั้งการเป็นฐานการผลิตยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ ทำเลศูนย์กลางอาเซียนที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคน และความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมเสนอโมเดล 4 ความร่วมมือ ทั้ง การถ่ายทอดและปรับใช้เทคโนโลยี (Technology Localization) สำหรับไทยและอาเซียน การวิจัยร่วม พร้อมสิทธิประโยชน์การลงทุนจาก BOI การร่วมทุน (Joint Venture) ผ่านการจับคู่ธุรกิจ การเตรียมกำลังคนให้พร้อมรองรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)
ต้องจับตาว่าการขับเคลื่อนนโยบายเซมิคอนดักเตอร์ของรัฐบาลนี้ที่เริ่มมีการขับเคลื่อนทั้งการตั้งบอร์ดระดับชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ขณะที่พรรคร่วมอย่างพรรคเพื่อไทยก็เดินทางไปถึงประเทศสำคัญในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เพื่อเชิญชวนให้มาลงทุนในประเทศไทย จะเริ่มเห็นความสำเร็จเป็นรูปธรรมได้เร็วแค่ไหน เพื่อให้"เซมิคอนดักเตอร์" เป็นรากฐานสำคัญที่ประเทศไทยจะเปลี่ยนจาก "ผู้ซื้อ" ไปสู่ "ผู้ร่วมพัฒนาเทคโนโลยีในเวทีโลก" ที่สามารถสร้าง New Growth Engine ตัวใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศได้อย่างแท้จริง


