วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน 2569

Login
Login

“อัทธ์ พิศาลวานิช” ชี้ อิหร่าน-สหรัฐ ลงนามยุติสงคราม ยังไม่ใช่สันติภาพถาวร 

"อัทธ์ พิศาลวานิช" นักวิชาการอิสระ ชี้ ข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่าน 19 มิ.ย. นี้ เป็นแค่ "การพักรบเชิงยุทธศาสตร์" ไม่ใช่สันติภาพถาวร เผยยังมี 4 ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเจรจาต่อ โดยเฉพาะปมนิวเคลียร์ ย้ำสงครามที่ผ่านมาฉุด GDP โลกลดลง 0.2% ดันราคาพลังงานพุ่งเฉลี่ยกว่า 90%

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์พิศาล วานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยว่า แม้สหรัฐอเมริกาและอิหร่านจะสามารถหาข้อยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมากกว่า 3 เดือน และมีกำหนดลงนามร่วมกันในวันที่ 19 มิ.ย. 2569 ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แต่ยังมีสัญญาณที่สะท้อนว่าทั้งสองฝ่ายอาจมีความเข้าใจต่อสถานะของข้อตกลงแตกต่างกัน

โดยสหรัฐฯ ใช้คำว่า “Deal” หรือข้อตกลงที่ถือว่าการเจรจาบรรลุผลสำเร็จแล้ว ขณะที่อิหร่านเรียกว่า “Memorandum of Understanding (MoU)” หรือบันทึกความเข้าใจ ซึ่งเป็นเพียงกรอบความร่วมมือเบื้องต้นและยังเปิดทางให้มีการเจรจารายละเอียดเพิ่มเติมในอนาคต

ความแตกต่างในการใช้ถ้อยคำดังกล่าวสะท้อนว่าทั้งสองฝ่ายยังมีมุมมองต่อสถานะของข้อตกลงไม่เหมือนกัน สหรัฐฯ มองว่าการเจรจาได้บรรลุผลสำเร็จแล้ว ขณะที่อิหร่านมองว่าเป็นเพียงกรอบความเข้าใจเบื้องต้นที่ยังต้องพัฒนาไปสู่ข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ในภายหลัง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าข้อตกลงครั้งนี้จะสามารถนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนได้หรือไม่

ทั้งนี้ ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าวมีประเด็นสำคัญรวม 14 ข้อ โดยหลายเรื่องสามารถตกลงกันได้แล้ว อาทิ การยุติปฏิบัติการทางทหาร การยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล การเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ การระงับมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมัน และการปลดล็อกทรัพย์สินอิหร่านบางส่วน

 

อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องเจรจาต่อ ได้แก่ โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ระดับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ขอบเขตการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และการคืนทรัพย์สินส่วนที่เหลือของอิหร่าน ซึ่งทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าจัดทำข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ภายใน 60 วันหลังการลงนาม

“ ข้อตกลงครั้งนี้ยังไม่สามารถถือเป็นสันติภาพถาวรในตะวันออกกลางได้ แต่เป็นเพียง “การพักรบเชิงยุทธศาสตร์” เนื่องจากยังมี 4 ปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้ความขัดแย้งกลับมาปะทุอีกครั้ง ได้แก่ ประเด็นโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน การไม่ถอนกำลังของอิสราเอลออกจากเลบานอน ความเปราะบางทางการเมืองภายในอิหร่าน และการเก็บกู้ทุ่นระเบิดใต้น้ำในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจใช้เวลานาน 3-6 เดือนกว่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้การขนส่งพลังงานกลับสู่ภาวะปกติได้”ดร.อัทธ์ กล่าว

ดร.อัทธ์   กล่าวว่า สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก โดยทำให้ GDP โลกปรับลดลง 0.2% ขณะที่ GDP ของหลายภูมิภาคสำคัญลดลงเฉลี่ย 0.6% ส่วนราคาพลังงานโลก ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 90.5% และราคาวัตถุดิบสำคัญเพิ่มขึ้นเฉลี่ยกว่า 100% ในช่วงที่เกิดความขัดแย้ง

นอกจากนี้ ความขัดแย้งยังส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก โดยการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก การส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของกาตาร์ลดลง และกำลังการผลิตน้ำมันในบางพื้นที่ของอิรักปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ