วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน 2569

Login
Login

Sustainomy ทางรอดเศรษฐกิจ แนะ สศช.รื้อแนวทางทำแผนฉบับ 14

ในยุคโลกกำลังเผชิญวิกฤติซ้อนวิกฤติ (Polycrisis) ที่กระทบเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ดังนั้นการวัดความสำเร็จประเทศผ่าน GDP เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ โดย แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ จำกัด (BRANDi) เปิดเผยรายงาน Global Sustainomy Outlook #1 นำเสนอแนวคิดเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ “Sustainomy” เพื่อตอบโจทย์การเติบโตที่มีคุณภาพและยั่งยืน

นายปิยะชาติ อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BRANDi เปิดเผยว่า ปัญหาใหญ่ของโลกปัจจุบันเป็นการแยกส่วนระหว่างการเติบโตเศรษฐกิจและอนาคตที่ยั่งยืนออกจากกัน ฝั่งเศรษฐกิจมุ่งเน้นแต่ตัวเลขกำไร ส่วนฝั่งนักอนุรักษ์กังวลแต่สิ่งแวดล้อมจนเป็นอุปสรรคต่อกัน แนวคิด Sustainomy ถูกออกแบบมาเพื่อรวม 2 สิ่งด้วยกัน

ทั้งนี้ ทำให้ความยั่งยืน (Sustainable) กลายเป็นคำคุณศัพท์ (Adjective) ของทุกกิจกรรมเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นสังคมยั่งยืนหรืออนาคตยั่งยืน เพื่อให้โลกมีความก้าวหน้าที่จับต้องได้จริง โดยต้องเลิกคิดที่จะเลือกการเติบโตหรือสิ่งแวดล้อม แต่ต้องจับมันมารวมกัน โดยแนวคิดนี้ถูกยอมรับในเวทีระดับโลก

Sustainomy ทางรอดเศรษฐกิจ แนะ สศช.รื้อแนวทางทำแผนฉบับ 14

Beyond GDP จากขนาดสู่ตัวชี้วัดคุณภาพ

สำหรับหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ Sustainomy คือการมีระบบตัวชี้วัดที่ถูกต้อง ซึ่ง GDP วัดเพียงแค่ขนาดเศรษฐกิจแต่ไม่ตอบโจทย์คุณภาพ เช่น GDP อาจเพิ่มขึ้นเท่ากันจากการสร้างโรงพยาบาลหรือการขายอาวุธสงคราม ซึ่งสะท้อนความมั่งคั่งต่างกันในมิติคุณภาพชีวิต

ทั้งนี้ BRANDi นำเสนอ Global Sustainomy Index (GSi) เป็นตัวชี้วัดคุณภาพเศรษฐกิจผ่าน 5 เสาหลัก ดังนี้

1.Source of Growth โดยโครงสร้างการเติบโตเน้นความหลากหลายของแหล่งรายได้ การสร้างมูลค่าเพิ่มและการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ซึ่งแม้ไทยมีโครงสร้างหลากหลาย แต่ขาดการขับเคลื่อนด้วยผลิตภาพ และการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีเพราะไทยเป็นเพียงผู้ซื้อเทคโนโลยีมากกว่าผู้สร้างทำให้เกิดความลำบากระยะยาว

Sustainomy ทางรอดเศรษฐกิจ แนะ สศช.รื้อแนวทางทำแผนฉบับ 14

2.Inclusion & Social Mobility (ความมั่งคั่งที่เท่าเทียม) การกระจายรายได้ สิทธิมนุษยชน การเข้าถึงบริการพื้นฐานและโอกาสการเลื่อนชั้นทางสังคม โดยไทยมีคะแนนสูงในด้านการบริการพื้นฐานและสิทธิมนุษยชน แต่มีปัญหาใหญ่ที่ความเหลื่อมล้ำทางรายได้และความมั่งคั่ง รวมถึงความหวังในการเลื่อนชั้นทางสังคมที่หายไปนาน

ชูไทยยังขาดความเชื่อมั่น-ความโปร่งใส

3.Institutional Capacity & Mechanisms ประสิทธิภาพกลไกภาครัฐ ความโปร่งใสและความเชื่อมั่นในการบริหารงาน Systematic Growth (ระบบและสถาบัน) ถือเป็นคอขวดสำคัญสุดของไทย โดยเฉพาะปัญหาการขาดความเชื่อมั่นและความโปร่งใส ในกลไกภาครัฐ ซึ่งส่งผลให้ความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ไม่เกิดขึ้นจริง

4.Equitable Transition Readiness (ความพร้อมในการเปลี่ยนผ่าน) ทั้งในต้นทุนและความสามารถในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและเศรษฐกิจยุคใหม่ อีกทั้งไทยขาดการเข้าถึงผลลัพธ์และมีปัญหาต้นทุนการเปลี่ยนผ่านที่สูงเกินไปสำหรับเอกชนและคนตัวเล็ก

5.Long-Term Resilience & Shock Readiness (Resilient Growth) หรือความยืดหยุ่นต่อความเสี่ยง ความสามารถการรับมือกับภาวะช็อกและความยั่งยืนการคลัง แม้ไทยจะบริหารจัดการเหตุการณ์ช็อกได้ดี แต่น่ากังวลความยั่งยืนการคลังและภาระหนี้สิน ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่จะส่งผลต่อความสามารถในการรับมือความเสี่ยง

Sustainomy ทางรอดเศรษฐกิจ แนะ สศช.รื้อแนวทางทำแผนฉบับ 14

เปิดคะแนนไทย “ติดกับดักโครงสร้าง”

ทั้งนี้ การประเมิน Global Sustainomy Outlook #1 พบโลกมีคะแนนเฉลี่ย 53 คะแนน ขณะที่ไทยได้ 58 คะแนน จัดอยู่ในกลุ่ม ประเทศกำลังพัฒนาแต่ติดข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง โดยจุดแข็งไทยอยู่ที่ Inclusion ในมิติสิทธิมนุษยชนและการบริการพื้นฐานทำได้ค่อนข้างดี รวมถึงความสามารถการบริหารจัดการตัวเลข GDP เชิงปริมาณและการรับมือกับภาวะช็อกได้ในระดับน่าพอใจ

ในขณะที่จุดอ่อนที่ต้องเร่งแก้ไข คือ Trust & Transparency ไทยเสียคะแนนสูงมากในเรื่องความเชื่อมั่นและความโปร่งใสของกลไกภาครัฐ ซึ่งถือเป็นคอขวดสำคัญในการพัฒนา

“แม้ Productivity Gap จะเติบโต แต่ไทยขาดนวัตกรรมในอุตสาหกรรมเดิมและเป็นผู้ซื้อเทคโนโลยีมากกว่าผู้สร้าง”

รวมทั้งปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้และความมั่งคั่งยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ฉุดคะแนนความเท่าเทียม อีกทั้ง Fiscal Sustainability หรือภาระหนี้สินและความยั่งยืนทางการคลังเริ่มเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อความมั่นคงระยะยาว

Sustainomy ทางรอดเศรษฐกิจ แนะ สศช.รื้อแนวทางทำแผนฉบับ 14

เสนอไทยเปลี่ยนเป้าหมายประเทศ

นายปิยะชาติ กล่าวว่า ไทยควรเปลี่ยนเป้าหมายจากประเทศรายได้สูงเป็น High Quality Country หรือประเทศคุณภาพสูงแทน เพราะโลกยุคปัจจุบันการมีรายได้สูงอาจมาพร้อมกับหนี้สาธารณะที่สูงเกิน 100% ของ GDP ซึ่งไม่ใช่ความมั่งคั่งแท้จริง

“การเป็นประเทศคุณภาพสูงจะสร้าง Negotiating Power หรือเป็นประเทศที่มีอำนาจในการต่อรองในเวทีโลกได้” นายปิยะชาติ กล่าว

นอกจากนี้ หากไทยพิสูจน์คุณภาพของระบบได้จะสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนมากกว่าการประกาศ GDP อย่างเดียว นอกจากนี้เสนอให้มีกลไก Public-Private Partnership (PPP) รูปแบบใหม่ที่เน้นลดต้นทุนในการเปลี่ยนผ่าน เช่น รัฐสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจสีเขียวเพื่อไม่ให้เป็นภาระเอกชนและประชาชนจนเกิดเงินเฟ้อ

แนะ สศช.รื้อแนวทางทำแผนพัฒนา 14

อีกทั้งควรใช้ GSi เป็นเครื่องมือ Audit ก่อนทำแผน เช่น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ไม่ควรทำแค่ระบุปัญหาทุกเรื่อง แต่ต้องใช้การประเมินคุณภาพระบบ (System Quality Assessment) เพื่อหาจุดเป็นปัญหาที่สุด แล้วกดจุดนั้นเพื่อให้ประเทศก้าวกระโดดได้ภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด

ทั้งนี้ แผนแม่บทต้องออกแบบนโยบายและกฎหมายที่เอื้อต่อการทำ PPP รูปแบบใหม่ โดยเน้นการที่รัฐช่วยสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจยุคใหม่ เพื่อไม่ให้เอกชนต้องแบกต้นทุนเองจนเกิดเงินเฟ้อจากการผลักภาระไปที่ผู้บริโภค

ขณะที่การแก้ปัญหาเชิงยุทธศาสตร์ที่กล้าตอบคำถามข้อยาก โดยต้องเลิกทำแผนเพื่อแค่ให้มีแต่ต้องทำแผนเพื่อให้บรรลุ โดยต้องตอบคำถามให้ได้ว่าทำไมเป้าหมายเดิมที่พูดมา 30 ปีถึงทำไม่ได้ และต้องปรับตัวให้ทันระเบียบโลกใหม่ที่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งอาจเป็นการเพิ่มปัญหาหากไม่มีเป้าหมายระยะกลางและยาวรองรับ

“นอกเหนือจากความบันเทิงแล้ว ไทยต้องสร้างชุดความคิิดใหม่ หรือ Product ทางความคิดอย่าง Sustainomy เพื่อให้โลกหยุดฟังและยอมรับให้ไทยเป็นหนึ่งใน Node สำคัญที่กำหนดกติกาการเติบโตที่ยั่งยืน”

Sustainomy ทางรอดเศรษฐกิจ แนะ สศช.รื้อแนวทางทำแผนฉบับ 14

Futuready Platform องค์ความรู้แห่งอนาคต

นอกจากนี้ BRANDi สร้าง Futuready Platform เป็นพื้นที่ถ่ายทอดองค์ความรู้และเตรียมพร้อมทุกภาคส่วนก้าวทันโลกยุคใหม่ โดยการเปลี่ยนผ่านประเทศต้องเริ่มจากการเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมของคน โดยใช้ข้อมูลและเครื่องมือทันสมัย เช่น เทคโนโลยี AI มาวิเคราะห์และขับเคลื่อนนโยบายให้ตรงจุด

“ต้องการสร้างเมล็ดพันธุ์ทางความคิดใหม่เพื่อให้โลกหยุดฟังไทย ไม่ใช่แค่ในฐานะผู้ตาม แต่ในฐานะผู้ร่วมกำหนดกติกาการเติบโตที่ยั่งยืน” นายปิยะชาติ กล่าว