วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน 2569

Login
Login

โลกนับถอยหลังสันติภาพ 'เอกชน' หวังยุติสงครามฟื้นเศรษฐกิจ

สหรัฐและอิหร่านบรรลุข้อตกลงเบื้องต้น หลังจากที่สหรัฐและอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่านตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.2569 ส่งผลให้มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งพลังงาน

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงาน ถึงการที่สหรัฐและอิหร่านบรรลุข้อตกลงเบื้องต้น โดยโพสต์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และรายงานข่าวจากสื่อทางการอิหร่าน ที่ระบุถึงข้อตกลงที่เป็นการอ่อนข้อของสหรัฐ

“อิหร่านบีบให้ศัตรูอย่างสหรัฐ-อิสราเอล ต้องยุติสงครามทุกแนวรบ” สถานีโทรทัศน์อิหร่านระบุ ขณะที่ทรัมป์เผยผ่านทรูธโซเชียลว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดวันที่ 19 มิ.ย.2569 หลังลงนามข้อตกลงและกำจัดทุ่นระเบิด

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่สหรัฐและอิหร่านจะพบกันในสวิตเซอร์แลนด์ วันที่ 19 มิ.ย.2569 เพื่อลงนามข้อตกลงอย่างเป็นทางการ ชี้ให้เห็นว่ามีหลายประเด็นยังตกลงไม่ได้

ร่างบันทึกความเข้าใจทั้งหมดที่เผยแพร่ออกมาอย่างน้อย 3 ฉบับ ต่างมีองค์ประกอบสำคัญคล้ายกัน ได้แก่ การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง การผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน และการเปิดทางสู่การเจรจาระยะยาวเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

ขณะที่รายละเอียดประเด็นสำคัญกลับแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะผลประโยชน์การเงินที่อิหร่านจะได้รับทั้งระยะสั้นและระยะยาวที่เป็น “ประเด็นอ่อนไหว”  

ร่างฉบับหนึ่งที่สำนักข่าวบลูมเบิร์กได้รับระบุว่า สหรัฐและพันธมิตรในภูมิภาคจะจัดตั้งโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจอิหร่าน มูลค่าอย่างน้อย 300,000 ล้านดอลลาร์ (เกือบ 10 ล้านล้านบาท) หากบรรลุข้อตกลงถาวรได้ โดยประเด็นโครงการนิวเคลียร์จะนำไปเจรจาขั้นตอนถัดไป

ในทางกลับกันสำนักข่าวรอยเตอร์อ้างเจ้าหน้าที่อิหร่านรายหนึ่ง ระบุว่า ร่างเอ็มโอยูเปิดทางให้สหรัฐปลดล็อกทรัพย์สินอิหร่านที่ถูกอายัด 25,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 8 แสนล้านบาท)

ข้อตกลงยุติจบสงครามถาวรทันที

สื่ออิหร่านเผยแพร่ร่างบันทึกความเข้าใจ 14 ข้อในภาษาเปอร์เซีย สรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้ 

1.จบสงครามทันทีและถาวร โดยอิหร่านและสหรัฐรวมถึงพันธมิตรทั้ง 2 ฝ่ายในความขัดแย้ง จะยุติสงครามทุกแนวรบทันทีและถาวร รวมถึงในเลบานอน ผ่านการลงนามเอ็นโอยูฉบับนี้ พร้อมให้คำมั่นจะไม่เริ่มสงครามต่อกันอีก และงดเว้นการข่มขู่หรือใช้กำลัง โดยข้อตกลงฉบับสุดท้ายจะรับรองการยุติสงครามถาวรและรับรองบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

2.เคารพอธิปไตยซึ่งกันและกัน โดยอิหร่านและสหรัฐจะเคารพอธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน และไม่แทรกแซงกิจการภายในอีกฝ่าย

3.เจรจาข้อตกลงสุดท้ายภายใน 60 วัน โดยทั้ง 2 ฝ่ายจะเปิดการเจรจาและพยายามบรรลุข้อตกลงฉบับสุดท้ายภายใน 60 วัน ซึ่งขยายเวลาได้หากทั้ง 2 ฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน

4.ยุติการปิดล้อมทางทะเล หลังลงนามเอ็มโอยูสหรัฐจะยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลทันที และฟื้นฟูการเดินเรือให้ปกติภายในไม่เกิน 30 วัน รวมทั้งสหรัฐจะถอนกำลังทหารออกจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียภายใน 30 วันหลังมีข้อตกลงฉบับสุดท้าย

5.เปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง โดยอิหร่านจะฟื้นฟูการเดินเรือพาณิชย์ระหว่างอ่าวเปอร์เซียและทะเลโอมานให้ใช้งานได้ทันที และเพิ่มปริมาณการเดินเรือกลับสู่ระดับก่อนสงครามภายใน 30 วัน โดยคำนึงถึงการขจัดอุปสรรคทางเทคนิคและการเก็บกู้ทุ่นระเบิด

 

สหรัฐฟื้นฟูเศรษฐกิจอิหร่าน

6.ตั้งโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจอิหร่าน วงเงิน 3 แสนล้านดอลลาร์ โดยสหรัฐและพันธมิตรในภูมิภาคจะตั้งโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจอิหร่านวงเงินอย่างน้อย 300,000 ล้านดอลลาร์ (เกือบ 10 ล้านล้านบาท) ซึ่งรายละเอียดกลไกจะถูกกำหนดในข้อตกลงฉบับสุดท้าย

7.ยกเลิกคว่ำบาตรอิหร่านทั้งหมดภายใต้กรอบเวลาที่ตกลงร่วมกัน รวมถึงมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) มติคณะผู้ว่าการทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (ไอเออีเอ) และมาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวของสหรัฐทั้งทางตรงและทางอ้อม

อิหร่านจะไม่ผลิตอาวุธนิวเคลียร์

8.อิหร่านยืนยันไม่ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะหารือเกี่ยวกับอนาคตโครงการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ปริมาณวัสดุนิวเคลียร์ที่ได้รับการเสริมสมรรถนะ และประเด็นนิวเคลียร์อื่นๆ รวมถึงความต้องการพลังงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน โดยกำหนดกรอบความร่วมมือไว้ในข้อตกลงฉบับสุดท้าย

9.คงสถานะเดิมระหว่างรอข้อตกลงสุดท้ายจนกว่าจะมีข้อตกลงฉบับสุดท้าย อิหร่านจะคงสถานะโครงการนิวเคลียร์ปัจจุบัน ขณะที่สหรัฐไม่ออกมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมและไม่เพิ่มกำลังทหารในภูมิภาค

10.อนุญาตให้อิหร่านส่งออกน้ำมัน โดยสหรัฐจะออกใบอนุญาตยกเว้นจากกระทรวงการคลัง เพื่ออนุญาตให้ส่งออกน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องของอิหร่าน รวมถึงบริการที่เกี่ยวข้อง เช่น ธุรกรรมทางการเงิน การประกันภัย และการขนส่งทันทีหลังจากลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ และจะดำเนินต่อจนกว่ามาตรการคว่ำบาตรจะถูกยกเลิก

ปลดล็อกทรัพย์อิหร่านที่ถูกอายัด

11.ปลดล็อกเงินทุนและทรัพย์สินอิหร่านที่ถูกอายัด โดยสหรัฐทยอยให้เงินทุนหรือทรัพย์สินอิหร่านที่ถูกอายัดใช้งานได้เต็มรูปแบบ ตามความคืบหน้าการเจรจาข้อตกลงฉบับสุดท้าย โดยเงินดังกล่าวนำไปใช้จ่ายแก่ผู้รับผลประโยชน์ปลายทางที่ธนาคารกลางอิหร่านกำหนด และสหรัฐจะออกใบอนุญาตที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อรองรับกระบวนการดังกล่าว

12.จัดตั้งกลไกติดตามผล โดยอิหร่านและสหรัฐร่วมสร้างกลไกติดตามและตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อตกลงฉบับสุดท้าย

13.เริ่มเจรจาขั้นสุดท้ายหลังดำเนินมาตรการสำคัญ​ โดยหลังลงนามเอ็มโอยูและเมื่อมั่นใจว่าสหรัฐหยุดปิดล้อมอิหร่าน ขณะที่อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงอนุญาตให้อิหร่านส่งออกน้ำมัน) และปลดล็อกอายัดทรัพย์สินอิหร่านเริ่มดำเนินการทั้ง 2 ฝ่ายจะเข้าสู่การเจรจาข้อตกลงฉบับสุดท้าย โดยมุ่งเน้นเฉพาะประเด็นที่ยังเหลือ

14.รับรองโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ โดยข้อตกลงฉบับสุดท้ายจะได้รับการรับรองผ่านมติที่มีผลผูกพันทางกฎหมายของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งข้อตกลงระหว่างสหรัฐกับอิหร่านช่วยคลายความกังวลตลาดพลังงานโลก และลดแรงกดดันการเมืองของทรัมป์ที่มีการเลือกตั้งกลางเทอมเดือน พ.ย.โดยผลสำรวจความเห็นหลายสำนักชี้ว่าชาวอเมริกันไม่ชอบสงคราม

ลงนามแล้วแต่ยุติสงครามยังยาก

สำหรับทรัมป์แม้ปลาบปลื้มกับดีล แต่ให้สัมภาษณ์นิวยอร์กไทม์สเมื่อวันอาทิตย์ว่า ถ้าไม่บรรลุข้อตกลงโครงการนิวเคลียร์อิหร่านก็จะโจมตีทางทหารอีกครั้ง

ระหว่างการเจรจา 60 วัน อิหร่านจะหาทางยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางตรงและทางอ้อมและข้อมติต่ออิหร่าน ซึ่งต้องผ่านสภาคองเกรส และอาจสร้างความไม่พอใจให้สายเหยี่ยวต่อต้านอิหร่านในสหรัฐที่กังวลว่าทรัมป์อาจยอมสละอำนาจต่อรองของสหรัฐ

นอกจากนี้ยังไม่มีความชัดเจนแรงจูงใจการเงินที่อิหร่านจะได้รับ โดยทั้ง 2 ฝ่ายไม่ไว้ใจกันสูงมาก จึงเกิดคำถามว่าจะบรรลุข้อตกลงที่กว้างขึ้นได้หรือไม่ อีกหนึ่งความยุ่งยาก คือ อิสราเอล

“หอการค้า”ชี้ข่าวดีพลังงานโลก

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สหรัฐและอิหร่านบรรลุข้อตกลงยุติความขัดแย้งเป็นข่าวดีต่อเศรษฐกิจโลก เพราะลดความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่มีผลต่ออุปทานพลังงานโลก

ทั้งนี้ จะลดความกังวลขาดแคลนพลังงาน ลดแรงกดดันราคาน้ำมันและทำให้ระบบขนส่งระหว่างประเทศ รวมถึงซัพพลายเชนสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ก๊าซ ปิโตรเคมี พลาสติกและเคมีภัณฑ์ มีเสถียรภาพมากขึ้นจะดีต่อภาคการผลิตและการส่งออกไทยไตรมาส 3-4 โดยเพิ่มความเชื่อมั่นภาคธุรกิจและสนับสนุนการฟื้นตัวของคำสั่งซื้อส่งออกช่วงครึ่งปีหลัง

ส่วนราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไม่ลดลงทันทีเพราะศักยภาพการผลิตน้ำมันตะวันออกกลางได้รับผลกระทบ รวมทั้งตลาดต้องใช้เวลาประเมินเสถียรภาพอุปทานและปัจจัยอื่น เช่น สต็อกน้ำมัน อัตราแลกเปลี่ยน กองทุนน้ำมัน และรอบการปรับราคาของผู้ประกอบการ  โดยภาคเอกชนควรใช้จังหวะนี้บริหารต้นทุน วางแผนสต็อกวัตถุดิบ และกระจายความเสี่ยงด้านซัพพลายเชนอย่างรอบคอบ

ส.อ.ท.ชี้ลดแรงกดดันอุตสาหกรรม

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า หากข้อตกลงนำไปปฏิบัติได้จริงจะเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งหลังปี 2569 ช่วยลดความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ ลดแรงกดดันราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่งและฟื้นความเชื่อมั่นภาคธุรกิจและการลงทุน

สำหรับช่องแคบฮอร์มุซ เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ด้านพลังงานสำคัญของโลก โดยการกลับมาเดินเรือได้ปลอดภัยจะลดความเสี่ยงอุปทานน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติและวัตถุดิบสำคัญ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักหลายอุตสาหกรรม เช่น ปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ พลาสติก เหล็ก วัสดุก่อสร้าง อาหารแปรรูป รวมถึงภาคขนส่ง

ทั้งนี้ ส.อ.ท.มองปัจจัยบวกช่วยลดแรงกดดันภาคอุตสาหกรรมหลังผู้ประกอบการเผชิญความไม่แน่นอนด้านพลังงานและโลจิสติกส์ต่อเนื่อง โดยจะทำให้ราคาน้ำมัน ค่าระวางเรือ และเบี้ยประกันภัยขนส่งผ่อนคลายลง ทำให้ผู้ประกอบการวางแผนการผลิต การจัดซื้อวัตถุดิบ และการส่งมอบสินค้าได้มีเสถียรภาพมากขึ้น

FETCO ชี้ลดแรงกดดันเงินเฟ้อ

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ และในฐานะประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) มองว่า หากสหรัฐและอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพได้ภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยจะมีทิศทางเป็นบวกหลายมิติ โดยราคาพลังงานและน้ำมันมีแนวโน้มลดลงส่งผลสำคัญลดแรงกดดันเงินเฟ้อ

รวมทั้งทิศทางอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนทิศเมื่อแนวโน้มเงินเฟ้อผ่อนคลายลง โดยโอกาสเห็นการขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็น้อยลง และเป็นไปได้สูงที่จะเห็นอัตราดอกเบี้ยลดลงในปี 2570 จากปีนี้คาดว่าทั้งธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คงดอกเบี้ย

“บรรยากาศที่เป็นบวกจากการยุติความขัดแย้งสงครามอิหร่านจะส่งผลโดยตรงต่อสินทรัพย์เสี่ยงประเภทต่างๆ ที่มีแนวโน้มจะให้ผลตอบแทนปรับตัวดีขึ้น”

อีกทั้งจะช่วย “ซื้อเวลา” ให้รัฐบาลโฟกัสการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจระยะยาว และเดินหน้าสร้าง New Growth Story เช่น การลงทุน Data Center, AI และพลังงานสะอาด ได้เต็มที่ขึ้นจะสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน เพราะสถานการณ์ปลอดภัยขึ้น จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มกำลังซื้อสูงอย่างตลาดตะวันออกกลางให้กลับมาลงทุนไทยง่ายขึ้นเนื่องจากความเสี่ยงในภูมิภาคลดลง

รวมทั้งหากดีลสันติภาพจบลงได้จริงจะเป็นปัจจัยบวกสำคัญปลดล็อกความกังวลเงินเฟ้อและดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งเป็นอุปสรรคหลักของตลาดทุนในช่วงที่ผ่านมา