“พิพัฒน์” ประกาศดัน “สุวรรณภูมิ” ขึ้นฮับการบินของภูมิภาคในปี 2572 เร่งเสนอโครงการลงทุนขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออกเข้า ครม. ตอกเสาเข็มปีหน้า หวังเพิ่มขีดความสามารถรับผู้โดยสารพุ่งรวม “ดอนเมือง” กว่า 120 ล้านคนต่อปี ขณะที่การขนส่งสินค้าเริ่มสะท้อนเป้าหมายการเป็นฮับ ภาพรวมขนส่งสินค้า 7 เดือน พุ่งกว่า 1.7 ล้านตัน สั่ง ทอท. และวิทยุการบินฯ ลงทุนนำเทคโนโลยีเข้ามาเสริมบริการ
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงาน บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. วันนี้ (15 มิ.ย.) โดยระบุว่า ขีดความสามารถการขนส่งทางอากาศของไทยขณะนี้ต้องยอมรับว่าพร้อมที่จะก้าวไปสู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) การบินของภูมิภาค
โดยจุดแข็งสำคัญ คือภูมิศาสตร์ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างประเทศที่มีประชาชนสูงสุดของโลกอย่างจีน และอินเดีย ดังนั้นกระทรวงฯ จึงมีเป้าหมายผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฮับการบิน เป็นจุดเชื่อมต่อจุดบินสำคัญของภูมิภาคอาเซียนและเอเชีย ซึ่งสิ่งสำคัญจำเป็นต้องมีศักยภาพในการรองรับผู้โดยสาร รองรับการขนส่งสินค้า มีบุคลากรที่พร้อมบริการ รวมไปถึงการมีเทคโนโลยีเข้ามาให้บริการภายในสนามบินที่ทันสมัย
ทั้งนี้ กระทรวงฯ ได้รับทราบแผนดำเนินงานของ ทอท. โดยพบว่าอยู่ระหว่างเตรียมเสนอโครงการลงทุนขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ วงเงินลงทุน 1.2 หมื่นล้านบาท เพื่อเพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารจากปัจจุบัน 60 ล้านคนเป็น 70 ล้านคน และเมื่อรวมกับแผนพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง จะทำให้ไทยมีขีดความสามารถของท่าอากาศยานหลักของประเทศ รองรับผู้โดยสารได้มากถึง 120 ล้านคนต่อปี
“แผนพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองนั้นกำลังดำเนินการ และหลายๆ โครงการจะแล้วเสร็จในปี 2572 ดังนั้นปีดังกล่าวไทยจะมีขีดความสามารถรับผู้โดยสารมากถึง 120 ล้านคน ผลักดันเป้าหมายการเป็นฮับตามที่คาดหวังไว้ โดยสุวรรณภูมิจะเป็นสนามบินหลักที่รองรับผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่องหรือเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว การเป็นฮับของไทยนั้นแน่นอนว่าจะต้องพัฒนาไม่ให้ด้อยกว่าสิงคโปร์”
นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า นอกจากการผลักดันเป้าหมายเป็นฮับรองรับผู้โดยสารแล้ว ท่าอากาศยานของไทยยังมีศักยภาพเป็นฮับด้านโลจิสติกส์ สะท้อนได้จากตัวเลขปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศ มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ตลอดทั้งปีมีปริมาณสินค้าประมาณ 1.7 ล้านตัน ขณะที่ปี 2569 ภาพรวม 7 เดือนแรก 1.7 ล้านตัน และคาดการณ์ว่าทั้งปีนี้จะมีปริมาณสินค้าขนส่งผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิกว่า 2.3 ล้านตัน ดังนั้นสิ่งเหล่านี้ถือเป็นโอกาสที่ ทอท.ต้องเตรียมพร้อมรองรับ มีความจำเป็นที่จะต้องเร่งวางแผนนำเทคโนโลยีเข้ามาบริการให้สะดวกมากขึ้น
นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญในการยกระดับการบริหารน่านฟ้าเพื่อขับเคลื่อนไทยสู่ World-class Aviation Hub ต้องอาศัยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ บูรณาการอย่างใกล้ชิดของหน่วยงานด้านการบินที่เกี่ยวข้อง ต้องมีการบริหารจัดการจราจรทางอากาศที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน บวท. อยู่ระหว่างดำเนินการด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบการให้บริการการเดินอากาศ การออกแบบห้วงอากาศและเส้นทางบิน เพื่อเพิ่มศักยภาพการรองรับปริมาณเที่ยวบิน อีกทั้งมีนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในขณะนี้ เข้ามาใช้งาน คือ ระบบ Follow The Green และระบบ Digital Tower
นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท. กล่าวว่า ปัจจุบัน บวท.ให้บริการจราจรทางอากาศด้วยโครงสร้างพื้นฐานระบบบริการการเดินอากาศที่ทันสมัย ที่เรียกว่าระบบ Thailand Modernization CNS/ATM Systems หรือ TMCS โดยมีแผนจะปรับปรุงระบบ TMCS และระบบสำรองฉุกเฉิน พร้อมทั้งพัฒนาระบบเทคโนโลยีให้ทันสมัย มุ่งพัฒนาคุณภาพด้านการให้บริการ ด้านบุคลากร ด้านระบบเทคโนโลยี และด้านการบริหารจัดการ
ทั้งนี้ บวท. จะมีการนำระบบ Approach Spacing Tool (AST) เข้าใช้งานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการจราจรทางอากาศแก่อากาศยานขาเข้าในการจัดระยะต่อ (Separation) ของอากาศยานเพื่อเข้าสู่แนวร่อนของทางวิ่งคู่ขนาน อีกทั้งได้มีการหารือร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อนำข้อมูลเรดาร์ตรวจอากาศแสดงผลบนหน้าจอของเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศเพื่อช่วยลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศในการจัดการเส้นทางบินเพื่อหลบหลีกสภาพอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดทางการบิน
ด้านนางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. กล่าวว่า ทอท.มีแผนลงทุนท่าอากาศยานเพื่อเพิ่มศักยภาพรองรับผู้โดยสารดันเป้าหมายฮับการบิน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมเสนอโครงการลงทุนขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สถานะปัจจุบันอยู่ระหว่างกระทรวงคมนาคมพิจารณาก่อนเสนอบรรจุวาระไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยตามเป้าหมายจะเริ่มก่อสร้างภายในปีหน้า เพื่อแล้วเสร็จเปิดบริการในปี 2572
นอกจากนี้ ทอท.ยังอยู่ระหว่างศึกษาแผนแม่บทพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รับฟังความเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) โดยในแผนดังกล่าวจะพัฒนาโครงการอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ และทางวิ่ง (รันเวย์) 4 ซึ่งได้ปรับแผนแบ่งระยะการพัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการเดินทางของผู้โดยสารและทำให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นฮับอย่างยั่งยืน โดยโครงการดังกล่าวคาดว่าจะเริ่มลงทุนระยะแรกในปี 2576 เป็นต้นไป
ส่วนโครงการท่าอากาศยานดอนเมืองระยะที่ 3 ตามแผนจะพัฒนาอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศหลังใหม่ และปรับปรุงถนน รวมไปถึงบริการระบบขนส่งสาธารณะเพื่อเชื่อมต่อการเดินทาง เบื้องต้นคาดว่าจะนำเสนอข้อมูลเพิ่มเติมส่งให้ สนข.และกระทรวงคมนาคมก่อนเสนอ ครม.พิจารณาภายในเดือน มิ.ย.นี้
เช่นเดียวกับการเพิ่มขีดความสามารถการขนส่งสินค้า ทอท.ได้เปิดประกวดราคาโครงการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น การให้บริการผู้โดยสารภาคพื้น และกิจการอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง และโครงการให้บริการคลังสินค้า ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของผู้ประกอบการรายที่ 3 ซึ่งคาดว่าจะสามารถเสนอให้ ครม.พิจารณาอนุมัติผลการคัดเลือกเอกชนได้ภายใน 2 เดือนข้างหน้า
สำหรับภาพรวมปริมาณผู้โดยสารในปีนี้ แม้จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่ภาพรวมการเดินทางอากาศของประเทศไทย ในปีงบประมาณ 2569 ยังคงมีแนวโน้มเติบโตในระดับจำกัดในอัตราชะลอตัว คาดว่ามีจำนวนเที่ยวบินรวมทั้งประเทศ จำนวน 920,000 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ประมาณ 1.6%

