โครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)" ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการพยุงค่าครองชีพของประชาชน เพื่อรับมือกับวิกฤติพลังงานที่ส่งผลกระทบให้ต้นทุนการดำรงชีพสูงขึ้นและกำลังซื้อถดถอย โดยได้รับการจัดสรรงบประมาณวงเงินกว่า 1.2 แสนล้านบาท ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ได้สะท้อนผลลัพธ์การกระตุ้นเศรษฐกิจและการจับจ่ายใช้สอยอย่างชัดเจนในช่วงครึ่งเดือนแรก
รายงานจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ณ วันที่ 14 มิ.ย. 2569 เวลา 23.00 น. พบว่า โครงการดังกล่าวมีผู้ได้รับสิทธิทั้งสิ้น 26,040,623 ราย
โดยโครงการครั้งนี้ รัฐบาลได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการอุดหนุนจากโครงการคนละครึ่งมาเป็นสัดส่วน 60/40 ซึ่งรัฐช่วยจ่ายสมทบเพิ่มขึ้นเป็น 60% ในขณะที่ประชาชนจ่ายเองเพียง 40% โดยจำกัดวงเงินที่รัฐอุดหนุนสูงสุดไม่เกิน 200 บาทต่อวัน รวมเป็นวงเงิน 1,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 4 เดือน ทั้งนี้สิทธิไม่สามารถทบยอดไปใช้ในเดือนถัดไปได้
สำหรับภาพรวมการใช้จ่ายตลอดระยะเวลา 14 วันแรกของโครงการ ตั้งแต่วันที่ 1-14 มิ.ย. 2569 มีเม็ดเงินสะพัดลงสู่ระบบเศรษฐกิจรวมแล้วทั้งสิ้น 30,350.49 ล้านบาท แบ่งออกเป็นสัดส่วนเงินที่รัฐบาลร่วมจ่าย 17,571.21 ล้านบาท และเงินที่ประชาชนใช้จ่ายเอง 12,779.28 ล้านบาท
โดยมีจำนวนผู้ที่ทำการใช้จ่ายสำเร็จแล้วรวม 24,909,915 ราย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าจากจำนวนผู้ได้รับสิทธิทั้งหมด มีผู้ที่ยังไม่เริ่มใช้จ่ายเลยเพียงประมาณ 1.13 ล้านรายเท่านั้น
ทั้งนี้ สถิติที่น่าสนใจด้านความรวดเร็วในการกระจายเม็ดเงิน พบว่ามีกลุ่มประชาชนที่วางแผนการใช้จ่ายและใช้สิทธิเงินอุดหนุนครบวงเงิน 1,000 บาทของเดือนแรกอย่างรวดเร็ว โดยในวันที่ 5 มิ.ย ซึ่งเป็นเพียงวันที่ 5 ของโครงการ มีผู้ใช้สิทธิครบวงเงินไปแล้วถึง 142,610 ราย และตัวเลขผู้ที่ใช้จ่ายเต็มเพดานได้พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งถึงวันที่ 14 มิถุนายน มีจำนวนผู้ที่ใช้จ่ายครบ 1,000 บาทแล้วสูงถึง 3,123,599 ราย
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงและตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ตั้งแต่วันนี้ (15 มิ.ย.) เป็นต้นไป โครงการได้เปิดให้เริ่มใช้สิทธิผ่านแพลตฟอร์มรับส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ได้อย่างเป็นทางการ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วยเร่งอัตราการใช้จ่าย อำนวยความสะดวกให้ประชาชน รวมถึงเพิ่มยอดขายให้กับผู้ประกอบการร้านอาหารรายย่อยได้ดียิ่งขึ้น

