วันอาทิตย์ ที่ 14 มิถุนายน 2569

Login
Login

โลจิสติกส์โลกเร่งกระจายซัพพลายเออร์ ‘แหลมฉบัง’ ทลายข้อจำกัดสู่มาตรฐานสากล

รายงาน Global Trade Observatory Annual Outlook Report 2026 ฉบับใหม่ของ DP World บริษัทผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์และบริหารจัดการท่าเรือระดับโลก โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เผยแพร่โดยสภาเศรษฐกิจโลก หรือ WEF

รายงานฉบับนี้เป็นการรวบรวมผลสำรวจจาก ผู้บริหารระดับสูง กว่า 3,500 คนในด้านห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ทั่วโลก พร้อมกับการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางการค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริษัทต่างๆ ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างไร

ผลลัพธ์ที่ได้นั้นเป็นไปในเชิงบวกอย่างน่าทึ่ง แม้จะเผชิญกับนโยบายการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ภูมิรัฐศาสตร์ และการหยุดชะงักของเส้นทางการขนส่งก็ตาม

โดยรวมแล้ว ผู้บริหาร 54% คาดว่าการเติบโตทางการค้าในปีนี้จะเร็วกว่าปีที่แล้ว ขณะที่ 40% คาดว่าจะคงที่ แม้ว่ามากกว่าครึ่ง  หรือ สัดส่วน 53%  จะคาดการณ์ว่าจะมีนโยบายที่ไม่แน่นอนสูงหรือสูงมากในปี 2026 ก็ตาม

“สิ่งที่โดดเด่นควบคู่ไปกับมุมมองนี้คือระดับความทะเยอทะยาน เมื่อถามถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์สามอันดับแรกที่วางแผนไว้สำหรับปี 2026 คือ การกระจายแหล่งซัพพลายเออร์(supplier diversification)เป็นคำตอบยอดนิยม โดยได้รับเลือกถึง 51%”

หาโอกาสใหม่หนุนธุรกิจกระจายซัพพลายเออร์ 

เมื่อถามผู้บริหารเจาะลึกลงไปว่าทำไมถึงกระจายห่วงโซ่อุปทาน ข้อมูลก็ยิ่งน่าสนใจมากขึ้น คือ การเข้าสู่ตลาดใหม่ สัดส่วน 16% ตามมาด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สัดส่วน 15%  และการแสวงหาความคล่องตัวหรือความยืดหยุ่น  สัดส่วน 14%  เห็นได้ชัดว่ามีความเต็มใจที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงเพื่อแสวงหาความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์

ขณะที่การแสวงหาการเติบโตยังพบในด้านอื่นๆ ด้วย เมื่อสอบถามผู้บริหารด้านห่วงโซ่อุปทานให้เลือกปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโต3อันดับแรกสำหรับธุรกิจของพวกเขาในช่วง 1 ถึง 3 ปีข้างหน้า คำตอบที่ได้รับมากที่สุดคือ ตลาดและผู้บริโภคใหม่ สัดส่วน 46% ตามมาด้วยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ สัดส่วน 43%  และการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและขีดความสามารถในการขนส่ง สัดส่วน 42%

นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยหลัง เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการพัฒนาระบบท่าเทียบเรือและการคมนาคม ร่วมกับสมาคมผู้ประกอบการท่าเทียบเรือสินค้าและคอนเทนเนอร์ (TICTA) เพื่อรับฟังข้อเสนอของภาคเอกชนและกำหนดแนวทางการพัฒนาท่าเรือ แหลมฉบัง (ทลฉ.) ว่า ท่าเรือแหลมฉบัง คือ ประตูการค้าหลักและเป็นฟันเฟืองที่สำคัญที่สุดของระบบโลจิสติกส์ไทย

“การประชุมร่วมกับภาคเอกชนจึงเป็นการบูรณาการทำงานเชิงรุกเพื่อผลักดันให้ท่าเรือแหลมฉบังเติบโตอย่างยั่งยืนและก้าวสู่ท่าเรือมาตรฐานระดับโลก โดยที่ประชุมได้รับฟังข้อเสนอการปรับปรุงอัตราค่าภาระท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่ง การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ได้เสนอปรับขึ้นเฉลี่ย 16 – 29% ตามประเภทและขนาดของตู้สินค้า ครอบคลุมทั้งค่าภาระบรรทุกหรือขนถ่ายตู้สินค้า ค่าภาระการใช้ท่า ค่าภาระยกขนตู้สินค้า และค่าภาระฝากตู้สินค้า เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการดำเนินงานในปัจจุบัน โดยอัตราใหม่นี้ยังคงยึดหลักเกณฑ์และไม่เกินกรอบเพดานขั้นสูงตามมติคณะรัฐมนตรีปี 2534”

ลดความซับซ้อนกฎหมาย-กฎระเบียบ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาการขนส่งสินค้าถ่ายลำ (Transshipment) ที่ประชุมทราบว่าสัดส่วนสินค้าถ่ายลำลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 1.0% ในปี 2562 เหลือเพียง0.7% ในปี 2568 แม้ปริมาณตู้สินค้ารวมจะเติบโตกว่า25% ซึ่งสาเหตุหลักมาจากข้อจำกัดด้านกฎหมายและขั้นตอนกระบวนการขออนุญาตที่ซับซ้อน โดยในประเด็นนี้ กทท. อยู่ระหว่างการผลักดันการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องจำนวน 17 ฉบับและได้เร่งรัดดำเนินการใน 6 ฉบับสำคัญก่อนในระยะแรก โดยจะปรับเปลี่ยนจากระบบ “ขออนุญาต” เป็นการ “แจ้งข้อมูล” เพื่อลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน คาดว่าจะสามารถนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีได้ภายในเดือนก.ย. 2569 นี้ 

พร้อมกันนี้ยังได้เตรียมแผนแก้ปัญหาตู้สินค้าตกค้าง (Long Stay) ซึ่งมีจำนวนรวม 1,248 ตู้ โดย กทท. มีแผนพัฒนาพื้นที่จัดเก็บเพิ่มเติมอีก 5 ไร่ วงเงิน 26 ล้านบาท เพื่อรองรับการหมุนเวียนตู้สินค้าตกค้างสูงถึง 1,000 TEU ต่อปี คาดแล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ 2570

ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท.  กล่าวว่า สำหรับ โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ความคืบหน้าโดยรวมอยู่ที่ 68.89% โดยงานก่อสร้างทางทะเล (สัญญาส่วนที่ 1) คืบหน้า95.57% ขณะที่งานก่อสร้างอาคารและสาธารณูปโภค (สัญญาส่วนที่ 2) อยู่ที่19.82% ส่วนงานระบบรถไฟและงานจัดหาติดตั้งเครื่องจักร (สัญญาส่วนที่ 3 และ 4) อยู่ระหว่างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ปลายปี 2570 ส่วนโครงการควบรวมท่าเทียบเรือฝั่ง B ทั้งชุด B1–B2 และ B3–B4–B5 คาดว่าจะดำเนินการคัดเลือกเอกชนได้ในปี 2570 และลงนามสัญญากับเอกชนรายใหม่ปี 2571

แก้ปัญหาจราจรในพื้นที่ท่าเรือ

นายสรรเพชญ กล่าวต่อถึงแนวทางบริหารจัดการจราจรว่า ปัจจุบันในช่วงเวลาหนาแน่นจะะมีปริมาณรถบรรทุกเข้าสู่ท่าเรือกว่า 22,000 คันต่อวัน จึงได้ได้มอบหมายให้ กทท. บริหารพื้นที่ Buffer Zone กว่า 127 ไร่ เพื่อใช้เป็นลานพักรถบรรทุกก่อนเข้าสู่ท่าเทียบเรือ เพื่อลดแถวคอยบนถนนสายหลัก พร้อมกำชับให้ท่าเทียบเรือคู่สัญญารักษามาตรฐานการระบายรถผ่าน Sub Gate ไม่น้อยกว่า 50 คันต่อชั่วโมง และใช้พื้นที่ SRTO รองรับตู้สินค้าขาออก เพื่อลดความแออัดในลานเอกชน พร้อมให้คณะทำงานแก้ไขปัญหาจราจรบูรณาการเจ้าหน้าที่ ผู้ประกอบการ กรมศุลกากร กรมทางหลวง(ทล.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และตำรวจ ตลอด 24 ชั่วโมง ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาบริหารจราจร อาทิ Truck Queue Booking และมาตรฐาน Smart Port เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการโดยรวม

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคม จะนำข้อเสนอและข้อกังวลของภาคเอกชนทั้งหมดไปพิจารณาดำเนินการอย่างจริงจัง โดยจะเร่งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ยกระดับความปลอดภัย เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน เพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการขนส่งและโลจิสติกส์ของภูมิภาคอย่างยั่งยืน

โลจิสติกส์โลกเร่งกระจายซัพพลายเออร์ ‘แหลมฉบัง’ ทลายข้อจำกัดสู่มาตรฐานสากล