ความโปร่งใสในระบบ จัดซื้อจัดจ้าง ของภาครัฐ ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
ล่าสุด คณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต (คณะกรรมการ ค.ป.ท.) ได้เร่งอุดช่องโหว่ การฮั้วประมูลและผลประโยชน์ทับซ้อน โดยออกประกาศปรับเงื่อนไขเพิ่มเติมสำหรับผู้ประกอบการที่ประสงค์จะยื่นข้อเสนอกับหน่วยงานของรัฐในโครงการที่มีวงเงินเกิน 300 ล้านบาทขึ้นไป
นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการ ค.ป.ท. ได้ออกประกาศเรื่องวงเงินในการจัดซื้อจัดจ้างและมาตรฐานขั้นต่ำของนโยบาย รวมถึงแนวทางป้องกันการทุจริตที่ผู้ประกอบการต้องจัดให้มีตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560
ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 14 เม.ย. 2568 เพื่อส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมต้านทุจริตนั้น ล่าสุดเพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพและเกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม
คณะกรรมการ ค.ป.ท. จึงได้ออกประกาศแก้ไขเพิ่มเติมโดยปรับเปลี่ยนเงื่อนไขและแนวทางปฏิบัติที่เข้มข้นขึ้นใน 4 ประเด็นสำคัญ
1.แก้ไขคำนิยามเรื่องการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม โดยขยายความหมายให้ครอบคลุมลึกไปถึงการใช้ความสัมพันธ์ของบุคคลที่อยู่กินกันฉันสามีภริยาแต่มิได้จดทะเบียนสมรส เพื่อเป็นการสกัดกั้นการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายในการแสวงหาผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ว่าจะเป็นเพื่อส่วนตน กลุ่มพวกพ้อง หรือเครือข่ายธุรกิจ
2.การปรับปรุงแนวทางการยื่นแบบตรวจสอบข้อมูล ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องเป็นฝ่ายตื่นตัวนำแบบตรวจสอบข้อมูลพร้อมหลักฐานอ้างอิงฉบับใหม่มายื่นให้หน่วยงานของรัฐก่อนที่ฉบับเดิมจะหมดอายุ โดยไม่ต้องรอให้หน่วยงานของรัฐเป็นผู้แจ้งเตือนแต่อย่างใด
3.ยกระดับเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติให้รัดกุมยิ่งขึ้น โดยบังคับให้ผู้ประกอบการต้องยื่นนโยบายและแนวทางป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง พร้อมแนบแบบตรวจสอบข้อมูลและหลักฐานอ้างอิงการดำเนินงานอย่างครบถ้วนตามข้อกำหนด จึงจะสามารถผ่านเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติเพื่อเข้าเป็นผู้ยื่นข้อเสนอได้
4.การบังคับใช้แบบตรวจสอบข้อมูลตามแนบท้ายประกาศฉบับใหม่แทนที่รูปแบบเดิมทั้งหมด
อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวย้ำว่า การปรับแก้ไขประกาศและเงื่อนไขทั้งหมดในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้หน่วยงานรัฐและผู้ประกอบการสามารถดำเนินการตามขั้นตอนได้อย่างครบถ้วนและถูกต้องแม่นยำขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยยกระดับการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการขับเคลื่อนระบบการจัดซื้อจัดจ้างของประเทศให้ก้าวไปสู่ความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และสามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

