ตลอดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับคัดเลือกจัดงานประชุมระดับสากลของอุตสาหกรรมการบิน โดยบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ร่วมกับสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (International Air Transport Association: IATA) เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมจัดสรรเวลาบิน (IATA Slot Conference) ครั้งที่ 158 ระหว่างวันที่ 9 - 11 มิ.ย.ที่ผ่านมา
นับเป็นอีกหนึ่งอีเวนต์สำคัญในอุตสาหกรรมการบินที่ตอกย้ำได้ว่าประชาคมการบินระหว่างประเทศให้ความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของไทยด้านความพร้อมเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค ภายในงาน “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานงานเลี้ยงต้อนรับผู้ร่วมประชุม พร้อมระบุว่า วิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนสู่การเป็น ศูนย์กลางการบินของภูมิภาค หรือ Aviation Hub รัฐบาลได้กำหนดนโยบายเดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมการบินในทุกมิติ ทั้งการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การขยายขีดความสามารถของท่าอากาศยาน เพื่อรองรับปริมาณเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น
โดยปัจจุบัน ทอท. มีความพร้อมเร่งขยายขีดความสามารถของท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง เพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารให้ได้กว่า 180 ล้านคนต่อปี ภายในปี 2577 และมีการบูรณาการเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าสู่ระบบการบริหารจัดการท่าอากาศยานมาใช้ทุกขั้นตอนของการให้บริการในท่าอากาศยาน อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับความยั่งยืน (Sustainability) สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้อุตสาหกรรมการบินเติบโตควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ ประชุม IATA Slot Conference ครั้งที่ 158 มีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 1,300 คน จากท่าอากาศยานกว่า 300 แห่ง สายการบินกว่า 250 สายการบิน และผู้แสดงสินค้ากว่า 90 รายทั่วโลก โดยการประชุมครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในการประชุมทางธุรกิจที่สำคัญของอุตสาหกรรมการบิน และเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพ
ขณะที่ผลจากการจัดประชุมครั้งนี้ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) รายงานว่า ท่าอากาศยานของไทยได้รับความสนใจจากสายการบินทั่วโลกเป็นอย่างมาก โดยมี 87 สายการบินหารือเกี่ยวกับการปรับปรุงตารางบิน การเพิ่มเที่ยวบิน และการเปิดเส้นทางบินใหม่มายังประเทศไทย ครอบคลุมทั้งเที่ยวบินโดยสารและเที่ยวบินขนส่งสินค้า
นอกจากนี้ ยังมีสายการบินรายใหม่ที่ได้รับการจัดสรรเวลาการบินสำหรับกำหนดการบินฤดูหนาว 2569/2570 ได้แก่ Riyadh Air จากซาอุดีอาระเบีย Virgin Atlantic จากสหราชอาณาจักร SkyUp Nistru จากมอลโดวา และ AirBorneo จากมาเลเซีย ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางและส่งเสริมการเชื่อมต่อทางอากาศระหว่างประเทศไทยกับภูมิภาคต่างๆ ของโลก
ขณะเดียวกันไทยยังได้จัดสรรเวลาการบินในฤดูหนาว 2569/2570 สนับสนุนการเปิดและขยายเส้นทางบินสำคัญระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศ อาทิ เส้นทางเฮลซิงกิ – สุวรรณภูมิ – เมลเบิร์น และกลับ ตามสิทธิการบินเสรีภาพที่ 5, เส้นทางไถจง – สุวรรณภูมิ และกลับ, เส้นทางกูชิง – สุวรรณภูมิ และกลับ, เส้นทางลอนดอน (แกตวิก) – ภูเก็ต และกลับ เป็นต้น
การได้รับความสนใจจากสายการบินทั่วโลกที่มองมายังประเทศไทยนั้น นับเป็นการตอกย้ำได้ว่าไทยกำลังก้าวสู่เป้าหมาย “ศูนย์กลางการบิน” เส้นทางบินที่ติดต่อขอเปิดทำการบินทั้งขนส่งผู้โดยสารและสินค้า จะช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการท่องเที่ยว การค้า และการลงทุนของประเทศ ตลอดจนสนับสนุนการเชื่อมต่อทางอากาศระหว่างประเทศไทยกับเมืองสำคัญทั่วโลก ส่งเสริมบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการบินของภูมิภาค


